Biz Buddy

I am a Business Development

My name is ACT

ผมขอเป็นส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เต็มไปด้วยคนคุณภาพ รักการพัฒนาตนเอง และทำธุรกิจอย่างมีความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า หากเรามาช่วยกันสร้างตนเองให้มั่นคง ประเทศก็จะพัฒนาตาม มาช่วยกันครับ

  • Biz Buddy Bangkok Thailand
  • 086-3839152
  • bizbuddy@hotmail.com
  • www.bizbuddy1.com
Me

My Professional Skills

ประสบการณ์ด้านธุรกิจออนไลน์มากว่า7ปี ทั้งธุรกิจส่วนตัวและที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดมาใช้ได้จริงทั้งหมด

Online Marketing 92%
Web Development 64%
Business Development 82%
Content Marketing 95%

สร้างรากฐานให้ธุรกิจ

คุณจะสามารถสร้างรากฐานให้ธุรกิจ จากแก่นอย่างแท้จริง เพราะผมให้ความสำคัญมากกับการวางเสาเข็มเพราะสิ่งนี้จะเป็นความสำเร็จที่มั่นคงและยั่งยืน

ปั้นแบรนด์ให้เป็นดาว

ด้วยประสบการณ์ ของผมและทีมงานกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และระดับประเทศ จะช่วยปั้นแบรนด์คุณให้โด่งดังให้ใครๆก็จดจำได้

เซียนออนไลน์

ด้วยประสบการณ์ตรงมา7ปี ผมจะมาถ่ายทอดให้คุณจนกลายเป็นเซียนของการตลาดออนไลน์ ชนิดที่ไม่ต้องกลัวใครอีกต่อไป

ย่นเวลาได้หลายปี

คุณไม่ต้องลองผิดลองถูก งมหาความสำเร็จด้วยตัวเอง ผมจะทำให้ธุรกิจคุณติดจรวดลัดเวลาได้หลายปี โดยไม่ต้องค้นหาวิธีการเอง

มีวิชั่นที่กว้างไกล

ทุกเนื้อหาของผมจะ ไม่สอนให้จำแต่จะสอนให้คิดเป็นและเข้าใจแบบแท้จริง และจะทำให้คุณเป็นคนมองทุกอย่างเผื่ออนาคตเสมอ

ปั้นจนกว่าคุณจะเป็น

เป้าหมายผมชัดว่าทุกคน ต้องนำไปใช้ได้จริง ผมจึงพร้อมจะบริการปรึกษาให้จนกว่าคุณจะเป็นและนำไปใช้ได้จริงๆ เราจะต้องเติบโตไปด้วยกัน

0
days of Online’s experience
0
Course Online
0
Facebook Like
0
Videos View
  • คอนเท้นท์ขั้นเทพ คุณทำได้ด้วยกลยุทธ์ 17 C


    #คอนเท้นท์ขั้นเทพ คุณทำได้ด้วยกลยุทธ์ 17 C 
    .
    บทความนี้จะทำให้คุณได้ไอเดียในการสร้างคอนเท้นท์ชนิดที่เรียกว่าเปิดโลกแห่งมุมมองใหม่ให้กับคุณได้อย่างแน่นอน
    .
    ซึ่งผมได้รวบรวมหลักการสร้างคอนเท้นท์ในระดับมือโปรมาให้คุณถึง 17 C อันได้แก่
    .
    (1) Creator, (2) Combine, (3) Center, (4) Connect, (5) Change, (6) Credibility, (7) Consistency, (8) Competitor, (9) Concept, (10) Character, (11) Caption, (12) Context, (13) Clearly, (14) Calibrate, (15) Craft&Colorful, (16) Contest, (17) Call-to-action
    .
    ผมขอเริ่มด้วยขั้นตอน การปลูกฝังวิธีคิด (Mindset)
    .
    (1) Creator เป็นผู้สร้างไม่ใช่ผู้ขโมย
    .
    1.1 ก็อป Copy + วาง Past = ขโมย Steal
    .
    วิธีนี้คือการขโมยผลงานแบบดื้อๆ โดยใช้วิธีก็อปมา หรือดูดคลิปมาทั้งดุ้น เพื่อหวังยอดไลค์ ยอดแชร์ ซึ่งบางคนเห็นคลิปฝรั่งคนดูเป็นล้านเอามาแชร์บ้างเผื่อเกิดไวรัลในไทย ซึ่งแบบนี้ถึงได้ยอดวิวมาเป็นล้านก็ไม่น่าภูมิใจ เพราะมันไม่ใช่ผลงานของคุณเลยสักนิด ซึ่งถ้าคุณเป็นเพจแบบสร้างเพื่อความสนุกบันเทิงไม่มีปัญหาหรอก ถ้าให้เครดิตชัดเจนและได้ขออนุญาติแล้ว แต่หากเป็นเพจเกี่ยวกับทางการผมไม่แนะนำ
    .
    เพราะสำหรับผมเน้นคำว่า"แบรนด์" เป็นหลัก ขอให้คุณรู้ไว้ว่า "เพจที่ยั่งยืนและน่าติดตาม ต้องมีแบรนด์ของตัวเองที่ชัดเจน" ฉะนั้นถ้าอยากมีแบรนด์ที่ชัด กลยุทธ์คอนเท้นท์จะต้องเกี่ยวข้องกับแบรนด์ด้วยเสมอ นั่นคือคุณต้องนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ของคุณเอง อย่าไปก็อปปี้คุณค่าของคนอื่นมานำเสนอ
    .
    ยิ่งถ้าคุณต้องการเป็นผู้นำในเรื่องนั้นๆ เช่นต้องการสร้างตัวตนให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ดันก็อปปี้คอนเท้นท์จากคนอื่นมา ก็เท่ากับ คุณกำลังประกาศตัวเองเป็นตัวรองบ่อน และก็ต้องอยู่ใต้เงาคนอื่นตลอดไปไม่มีวันได้เป็นตัวจริง ขอให้จำไว้เสมอว่าไม่มีใครอยากติดตามตัวปลอมที่ไม่มีไอเดียและแนวความคิดเป็นของตัวเองหรอก เค้าไปติดตามตัวจริงที่คุณก็อปมาไม่ดีกว่าเหรอ
    .
    แต่ทั้งนี้ ก็มีข้อยกเว้นสำหรับเพจที่วางตนชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเป็น "Curator" ซึ่ง Curator หมายถึงการเป็นผู้คัดสรรเรื่องราวและคอนเท้นต่างๆจากทั่วโลก เพื่อมาแชร์หรือเสนอต่อให้กับกลุ่มคนใหม่ๆ เช่น เพจเกี่ยวกับบทความทางวิชาการที่แปลมาจากต่างประเทศ หรือเพจอัพเดทข่าวสารเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจจากทั่วโลกหรืออาจจะเป็นพวก Influencer ที่มีข้อตกลงซึ่งกันและกันในการช่วยเผยแพร่ โดยแลกกับผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ก็เป็นข้อยกเว้น ซึ่งหากวางแนวทางเพจชัดเจนอันนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเพจคุณไม่ได้มีการวาง Position อย่างที่กล่าวมา อย่าก็อปปี้ทั้งดุ้น!!
    .
    1.2 ก็อป Copy + ใส่แนวคิด Concept + วาง Past = พอใช้ OK
    .
    วิธีนี้ นำบทความของผู้อื่นมาเป็นกรณีศึกษา โดยใส่บทวิเคราะห์และเสริมแนวคิดของคุณเข้าไปเพิ่มเติม ถือว่าเป็นแนวทางที่พอใช้อย่างนึง ซึ่งหากคิดคอนเท้นท์ไม่ออกจริงๆวิธีนี้พอช่วยได้ และนี่คือสิ่งที่ผมจะแนะนำคือหากคุณดูดคลิปไวรัลของฝรั่งมาเพื่อใส่ซัพมันยังไม่พอ แต่คุณต้องใส่แนวคิดของตนเองและบทวิจารณ์ลงไปด้วยอันนี้ละที่ถือว่าใช้ได้เลย จำคีย์ไว้นะก็อปได้แต่คุณต้องมี Concept ของตัวเองด้วยเสมอ และที่สำคัญอย่าลืมว่าต้องให้เครดิตต้นฉบับทุกครั้ง
    .
    1.3 ก็อป Copy + ดัดแปลง Transform + วาง Past = ดี Good
    .
    วิธีนี้ ถือว่าดีเพราะ ต้องยอมรับว่าOriginal Content หายากมาก ทุกคอนเท้นท์ล้วนถูกดัดเเปลงมาทั้งสิ้น วิธีคือนำบทความที่ต้องการมาเป็นแค่ไอเดีย แล้วใส่การใช้ภาษาที่แตกต่างของคุณเข้าไปแทน ง่ายๆคือถ้าเนื้อหาเดิมเป็นแบบไหน คุณก็ต้องบิดไปนำเสนอในรูปแบบใหม่ในภาษาของตนเองเสมอ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าการคัดลอกไอเดียอย่างมีกลยุทธ์
    .
    โดยรูปแบบการTransform ผมแนะให้คุณใช้ กลยุทธ์4x4 ซึ่ง
    .
    4 รูปแบบแรกคือ"แนวทางการนำเสนอ" ได้แก่
    .
    - นำเสนอแบบเนื้อหาขยายคำจำกัดความ (Definition)
    .
    - นำเสนอแบบเนื้อหาเล่าเรื่อง (Narrative)
    .
    - นำเสนอแบบเนื้อหามีเรื่องราวที่มาที่ไป (Story)
    .
    - นำเสนอแบบเนื้อหาเชิงเล่าเปรียบเปรย (Analogy)
    .
    .
    และ 4รูปแบบหลังเป็น"วิธีการนำเสนอ"อันได้แก่
    .
    - นำเสนอในรูปแบบบทความ (Article Content)
    .
    - นำเสนอในรูปแบบวีดีโอ (Video Content)
    .
    - นำเสนอในรูปแบบภาพอธิบาย (Infographic)
    .
    - นำเสนอในรูปแบบเสียง (Audio Content)
    .
    เทคนิคคือรูปแบบการนำเสนอเดิมเป็นแบบไหน ก็ให้คุณเปลี่ยนแนวทางและวิธีการนำเสนอไปอีกมุมเสมอ เช่น ไอเดียที่ได้มา เค้าเสนอแบบบทความ ก็ให้คุณแปลงเป็น เสนอด้วยInfographic หรือวีดีโอ และหากรูปแบบการนำเสนอของเดิมเป็นการขยายคำจำกัดความ(Definition) ก็ให้คุณเปลี่ยนเป็น วิธีการเล่าเรื่อง(Narrative)และเปรียบเปรย(Analogy)แทน เป็นต้น
    .
    และนี่ละคือนักดัดแปลง โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ แต่ที่เห็นสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นล้วนเกิดมาจากการรู้จักใช้กลยุทธ์ในการดัดแปลงทั้งสิ้น
    .
    1.4 สร้างเรื่องราวใหม่ Original Content = สุดยอด Perfect
    .
    จริงๆต้องบอกว่า Original Content อย่างแท้จริง หายากมากๆในโลกนี้ อย่างแฮรี่พ็อตเตอร์ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะแม่มดและเวทมนต์เป็นเรื่องเล่ามานมนาน หนังผี มนุษย์ต่างดาว ก็ไม่ใหม่ เพราะล้วนนำมาจากเรื่องเล่าและความเชื่อทั้งสิ้น หนังหรือละครก็ล้วนเอาเรื่องราวมาจากเรื่องราวของชีวิตจริงมานำเสนอ ข้อมูลทางวิชาการต่างๆก็ไม่ใหม่ เพราะล้วนมาจากการอ้างอิงจากแหล่งต่างๆมาผสมกัน
    .
    สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ผู้สร้างเหล่านั้นเค้าคือนักดัดแปลงชั้นยอดที่สามารถดัดแปลงจนก่อเกิดเป็นเรื่องราวใหม่ๆขึ้นมาได้ ฉะนั้น"คุณจงเป็นนักดัดแปลงชั้นยอดให้ได้" เพื่อที่จะได้ก่อเกิดเรื่องราวใหม่ๆขึ้นมาบนโลกใบนี้
    .
    และนี่คือ 3แนวทางสู่การเป็น Creator แต่ต้องตัดข้อแรกไป เพราะคุณต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้ขโมย
    .
    เอาละคราวนี้ไปที่ C ตัวที่2กัน ได้แก่
    .
    (2) Combine ต้องรู้จักผสมผสาน
    .
    และนี่คือแนวทางที่ดีที่สุดของการเป็นนักสร้างคอนเท้นท์ที่ใครๆก็อยากติดตาม อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าคอนเท้นท์ในโลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ ทุกบทเรียน หรือข้อมูลของทุกๆนักวิชาการ ก็ถูกผสมผสานมาจากของเก่าๆทั้งสิ้น แต่จุดสำคัญคือจะเล่ายังไงให้ดีกว่าของเก่า และนี่ละคือจุดสำเร็จ
    .
    หากอยากดูตัวอย่าง ให้ดูบทความ17C บทนี้ของผม กว่าจะมาเป็นบทความนี้ ผมได้เก็บเกี่ยวเทคนิคกลยุทธ์ทั้งจากประสบการณ์ตรงของตนเอง จากแหล่งวิจัย และบางส่วนจากหลักวิชาการที่มีอยู่แล้ว มาผสมผสานกันโดยใช้เทคนิคการนำเสนอแบบให้เข้าใจง่ายๆด้วยการพยายามจับให้เป็นตัวอักษรเดียวเพื่อให้ง่ายแก่การจดจำจนได้มาเป็น "C" 17 ตัว
    .
    จนก่อเกิดเป็นหลักทฤษฎีทางวิชาการชิ้นใหม่ขึ้นมา เรียกว่า "กลยุทธ์17C"
    .
    อีกเรื่องที่ชัดให้ดูเรื่องศาสตร์พระราชา ซึ่งใครยังไม่ได้อ่านหาดูในเพจของผมได้เลย ซึ่งผมได้ทำการผสมผสานกัน 5เรื่องคือ
    .
    1 ทฤษฎีพอเพียง
    2 หลักการทรงงานและคำสอนพ่อหลวง
    3 หลักธรรมทางศาสนา
    4 หลักการบริหารและการตลาดยุคดิจิทัล
    5 จิตวิทยาของมนุษย์ (NLP)
    .
    โดยนำแก่นหลักของทั้ง5 มาผสมผสาน(Combine) จนสามารถสร้างเป็นหลักทฤษฎีใหม่ขึ้นมา ที่เรียกว่า Original Content ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนได้เช่นกัน
    .
    หรืออีกหลายๆบทความของผมส่วนใหญ่ล้วนใช้เทคนิคการ Combine ทั้งสิ้น เช่นบทความที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาผมก็ใช้วิธีผสมผสานขึ้นมา เช่น เรื่อง กลยุทธ์การปิดการขายด้วยจริตทั้ง6 ที่ไม่เคยมีใครคิดผูกโยงมาเป็นสูตรปิดการขายมาก่อน จนผมสามารถสร้างเป็นกลยุทธ์ปิดการขายแบบใหม่ ด้วยศาสตร์อ่านใจคนทั้ง6จริต
    .
    หรือ เรื่อง Content Marketing By Buddha ที่ผมผูกโยงหลักการสอนของพระพุทธเจ้า เรื่อง Content & Neuromarketing ที่พระพุทธเจ้าใช้สอนเหล่าศาสดาสมัยก่อนพุทธกาลผูก เข้ากับการตลาดยุคดิจิทัล จนเกิดเป็น Original Content ชิ้นใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนได้เช่นกัน
    .
    และนี่ละคือการ"Combine" ขอให้จำไว้ว่าเรื่องทุกเรื่องล้วนมีบริบทของมันมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แต่หากคุณใช้วิธีโดยการนำมาผสมผสานเข้าด้วยกัน มันจะก่อเกิดเป็น"เรื่องราวใหม่ๆได้เสมอ"
    .
    (3) Center เป็นศูนย์กลาง
    .
    การทำคอนเท้นท์ห้ามทำคอนเท้นท์ครอบจักรวาล คิดจะโพสต์ไรก็โพสต์ เจอกระแสเรื่องไหนดังก็เอามาโพสต์ เพราะหากคุณทำแบบนี้เพจคุณจะไม่มีแฟนแท้สักคนเดียว หากอยากสำเร็จ ผมแนะนำให้คุณทำให้ตนเองเป็นเซ็นเตอร์ของเรื่องนั้นให้ได้
    .
    เช่น หากคุณเป็นนักออกแบบ เพจคุณก็ควรจะมีแต่ เคล็ดลับ และวิธีการ หรือเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบ เท่านั้น เพราะผู้ที่ติดตามคุณล้วนต้องการเสพเนื้อหาเรื่องแบบนี้จึงยอมติดตาม
    .
    แต่หากวันไหนคุณพลาดไปโพสต์ข่าวดารา หรือเรื่องในกระแสอื่นๆ ติดๆกันสัก2-3วัน แล้วลูกเพจไม่สนใจ เพราะจุดประสงค์ในการติดตามเพจคุณไม่ได้ต้องการเรื่องเหล่านี้ หากเค้าเลื่อนผ่านสัก2-3ครั้ง บอกเลยหายนะมาเกิด เพราะFacebook Algorithm มันจะทำให้โพสต์ในฟีดของลูกเพจของคุณที่เลื่อนผ่านแบบไม่แยแสบ่อยๆ หายไปตลอดกาล ฉะนั้นจงทำตัวให้เป็นCenter ของเรื่องเฉพาะเรื่องนั้นๆให้ได้ เพื่อให้ใครๆก็เห็นว่าหากอยากรู้เรื่องนี้ต้องมาเพจนี้เท่านั้น และนี่ละคือจุดแห่งความสำเร็จ นั่นคือต้องหา Positioning ของตนให้เจอ
    .
    (4) Connect เชื่อมต่อ
    .
    ทุกโพสต์ของคุณ ลูกค้าจะ คิดเสมอว่า "เกี่ยวอะไรกับกรู" ฉะนั้นหากคุณคิดจะผลิตคอนเท้นท์ ต้องทำให้ลูกค้าเกี่ยวข้องกับคอนเท้นท์คุณให้ได้ นี่คือสิ่งสำคัญมาก ที่คอนเท้นท์จะสำเร็จหรือล้มเหลว เพราะถ้าคุณทำให้เชื่อมต่อConnect กับลูกค้าได้ คุณก็จะได้ผู้ติดตามที่อยากตามคุณจริงๆทันที
    .
    (5) Change ทำให้เปลี่ยนแปลง
    .
    คอนเท้นท์ที่ทรงพลัง ต้องคาดหวังเสมอว่าสิ่งที่ผู้เสพจะได้รับต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าจะทำให้เค้าได้ความรู้เพิ่มขึ้น ได้เคล็ดลับพิเศษ ได้แรงบันดาลใจสู้ชีวิต หรือหากเป็นโพสต์ขายก็ต้องทำให้เค้ารู้สึกว่า ถ้าใช้สินค้าคุณเค้าต้องเปลี่ยนแน่นอน เช่น สวยขึ้น ขาวขึ้น ดูมีฐานะขึ้น ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น สะดวกขึ้น สิ่งเหล่านี้สำคัญ ทุกการนำเสนอคุณต้องคิดเสมอว่าเค้าจะได้อะไรจากคุณ แล้วจะทำให้ชีวิตเค้าเปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้อย่างไร
    .
    (6) Credibility สร้างความน่าเชื่อถือ
    .
    การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าของคุณ มาจากการเชื่อ เพราะเชื่อต้องมาก่อนเค้าจึงกล้าซื้อ เพราะฉะนั้นการทำให้เชื่อ คือต้องทำให้ลูกค้ารับรู้ให้ได้ว่า "คุณเป็นตัวจริงในเรื่องนั้น" หรือทำให้เห็นว่าสินค้าคุณดีจริง มันช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริงๆ แม้สินค้าจะเหมือนกันเป็น10เจ้า แต่จุดตัดสินใจซื้อหากเป็นออนไลน์ ลูกค้าจะดูหน้าตาของเพจหน้าตาของเว็บไซต์ และที่สำคัญคือดูตัวคอนเท้นท์ว่าดูน่าเชื่อถือแค่ไหนดูตั้งใจและทุ่มเทในการทำแค่ไหน และสุดท้ายลูกค้าจะตัดสินใจเลือกร้านที่ดูแล้วเป็นมืออาชีพที่สุดก่อนเสมอ
    .
    ความน่าเชื่อถือในที่นี่ไม่ได้หมายถึงว่าให้คุณใส่สูท ถ่ายกับรถสปอร์ต ให้ดูรวยให้ดูสำเร็จไว้ก่อน ยุคนี้คนรู้ทันอย่าทำ อย่าเน้นอวดโชว์ แต่ให้พูดถึงสิ่งที่เค้าจะได้รับตรงๆทั้งจากผลิตภัณฑ์ หรือค่าตอบแทน คนสนใจมีแน่นอน เพราะทุกธุรกิจถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้ผู้คนเสมอ (นอกจากธุรกิจที่สร้างขึ้นเพื่อมาหลอกลวง)
    .
    โดยเฉพาะธุรกิจผู้เชี่ยวชาญ ขายความรู้ ความน่าเชื่อถือสำคัญมาก และสิ่งที่ดูว่าน่าเชื่อหรือไม่ อยู่ที่คอนเท้นท์ล้วนๆ ว่าได้โชว์กึ๋นแค่ไหน ก็อป หรือเรียนรู้มาจากทั่วๆไปหรือป่าว มีแนวความคิดที่แตกต่างจากในห้องเรียนหรือเพจอื่นๆไหม เนื้อหาช่วยเค้าได้จริงหรือไม่ ฉะนั้นการใส่สูทไม่ได้ช่วยอะไร แต่คอนเท้นท์ในเพจหรือเว็บนั้นละเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือของแบรนด์ทั้งหมด
    .
    (7) Consistency ความคงเส้นคงวา
    .
    ความต่อเนื่องคือปัจจัยที่จะส่งผลสู่ความสำเร็จ ถ้าเป็นทางพุทธเรียกว่าสมานัตตา คือการมีใจตั้งมั่นถึงความสำเร็จด้วยการทำอย่างต่อเนื่อง เสมอต้นเสมอปลาย หากทำอย่างไม่ท้อไม่หยุด วันนึงคุณก็จะสำเร็จได้แน่นอน
    .
    และการที่คุณมีความต่อเนื่องทำซ้ำๆมันจะเป็นการตอกย้ำได้เลยว่าคุณคือตัวจริงในเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง และนี่คือคีย์สำคัญของการสร้างแบรนด์ การสร้างแบรนด์ให้จำ ต้องเกิดจากการเห็นย้ำๆจนทำให้รู้สึกได้ว่า เมื่อคิดถึงเรื่องนั้นๆจะต้องคิดถึงแบรนด์นี้ เพราะความสม่ำเสมอจะส่งผลไปสู่จิตวิทยาของผู้เสพที่ถูกป้อนบ่อยๆจนเคยชิน จนในที่สุดก็จะรู้สึกว่าแบรนด์ที่คุ้นชินที่สุด จะต้องเป็นตัวจริงในเรื่องนั้นๆแน่นอน และเมื่อลูกค้ามองคุณว่าเป็นตัวจริงได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นละคือเงินโอนรัวๆ
    .
    (8) Competitor เกาะติดคู่แข่ง
    .
    รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง กลยุทธ์อมตะนี้ใช้ได้ทุกสมรภูมิการแข่งขัน และนั่นหมายถึงการแย่งครองพื้นที่ในใจลูกค้าด้วยคอนเท้นท์เช่นกัน คุณจึงต้องตามติดทุกการเคลื่อนไหวของคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คุณสามารถรู้ได้เสมอว่าเค้ากำลังทำอะไร หรือเทรนด์โลกกำลังทำอะไร คุณจะได้สามารถแก้ทางโดยการปรับเนื้อหาคอนเท้นท์ให้พร้อมแข่งขันได้เสมอ ห้ามยึดตัวกรูเป็นหลัก เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปทุกๆนาทีคู่แข่งขันก็เช่นกัน ฉะนั้น!! หากอยากเป็นผู้นำ คุณต้องตามโลกให้ทัน และต้องสร้างสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งขันให้ได้เท่านั้น
    .
    .
    และนี่คือ 8C แรกที่เป็นเรื่องของวิธีคิด(Mindset) และ 9C ต่อไปจากนี้จะเป็นเรื่องของการให้วิธีการ(How To)
    .
    เอาละ มาต่อกันที่ C ต่อมา ได้แก่
    .
    (9) Concept การวางรูปแบบ
    .
    ต้องมีการออกแบบและวางรูปแบบที่ชัดเจน มีธีมที่ชัด โทนสีของคอนเท้นท์ต้องชัดว่าใช้สีไหนยืนพื้น ห้ามปนกันมั่วตามใจฉัน การวางConcept ที่เป็นเอกลักษณ์ เป็น1ในกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่สำคัญ ฉะนั้นนี่คือสิ่งแรกที่ต้องคิดว่าจะออกแบบเพจให้มีConcept แบบไหน เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ สำคัญต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะ ชนิดที่เห็นแว่บเดียวรู้เลยว่ารูปสไตล์แบบนี้ ต้องมาจากเพจนี้เท่านั้น
    .
    ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ เพจของผม ทุกรูปจะมีสียืนพื้นคือสีเหลือง และมีการวางรูปแบบที่เด่นชัดเฉพาะตัว และเป็นธีมเดียวกันทั้งเพจ ซึ่งถ้ามีรูปแนวนี้โผล่ขึ้นมาฟีดคุณเมื่อไหร่คุณก็จะจำได้ทันทีว่านี่ละคอนเท้นท์จากเพจผม และนี่ก็คืออีก1กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ
    .
    (10) Character สร้างบทบาทตัวละคร
    .
    คือการDesign แบรนด์ เพจ และคอนเท้นท์ขึ้นมา ให้ก่อเกิดเป็นBrand DNAที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน โดยใช้กลยุทธ์Brand Archetype เพื่อกำหนดตัวตนและเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเอกลักษณ์นี้ต้องส่งผลไปยังคอนเท้นท์
    .
    ซึ่งนักจิตวิทยาแบ่งลักษณะของ Human Archetype ออกมาได้เป็น 5 กลุ่ม คือ
    - กลุ่มจิตวิญญาณ (Spirit) ยึดมั่นในอุดมการณ์
    .
    - กลุ่มความคิด (Thought) สุขุมและมีสติปัญญาล้ำลึก
    .
    - กลุ่มพลังงาน (Energy) เต็มไปด้วยพลังในการเปลี่ยนแปลง
    .
    - กลุ่มอารมณ์ (Emotion) เป็นมิตรและใจดีมีเสน่ห์
    .
    - กลุ่มแก่นสาร (Substance) เต็มไปด้วยสาระที่รู้ลึกถึงแก่น
    .
    และจาก 5 กลุ่มลักษณะนี้ สามารถนำมาแบ่งหรือแตกตัวละครออกมาได้อีก12แบบ คือ
    .
    1 Innocent สงบสุข เรียบง่าย
    .
    2 Explorer มีพลังงาน แสวงหาความท้าทาย
    .
    3 Sage ชอบค้นคว้านำเสนอให้ข้อมูลข่าวสาร
    .
    4 Hero ต่อสู้ฝ่าฟันไปถึงจุดหมาย โดยไม่กลัวอุปสรรค
    .
    5 Outlaw ชอบแหกกฏ ชอบเปลี่ยนแปลงสังคม
    .
    6 Magician จินตนาการสิ่งที่ไม่มีจริงให้ก่อเกิดขึ้นมาได้
    .
    7 Everyman เป็นตัวแทนของผู้คน ผู้ออกตัวแทน
    .
    8 Lover สร้างอารมณ์เชื่อมต่อความรักให้ผู้คน
    .
    9 Jester อารมณ์ขัน เฮฮา สนุกสนาน ไร้สาระ
    .
    10 Caregiver ชอบแบ่งปันความรู้และสิ่งดีๆให้ผู้คน
    .
    11 Creator สร้างสรรค์ สิ่งแปลกใหม่และดีๆให้ผู้คน
    .
    12 Ruler เป็นผู้นำ ผู้กำหนดแนวทางให้ผู้คนเดินตาม
    .
    และนี่คือ 12Brand Archetype หลักๆ ที่เป็นแนวทางมาให้เท่านั้น ซึ่งแต่ละแบบนั้นสามารถเอามาประยุกต์กับคอนเทนท์ได้เลย ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่นี้ขึ้นอยู่กับคุณว่าอยากวางตัวตนเป็นแบบไหน
    .
    นอกจากนั้นต้องมากำหนด เพศ อายุ นิสัย ให้ออกมาเลย ว่าเป็นลักษณะแบบไหนบุคลิกยังไง
    .
    ที่สำคัญต้องมี จุดยืนคอนเท้นท์ที่ชัดเจน ซึ่งสไตล์การนำเสนอแบบไหนก็ต้องยึดแนวทางแบบนั้นเสมอ ไม่ใช่วันนึงเกรียน วันนึงสุภาพน่าเชื่อถือ แบบนี้ไม่ต่างจากโรคไบโพล่าร์ ฉะนั้นต้องชัดเจนในจุดยืน
    .
    สำคัญคือต้องทำให้เป็นเหมือนคนจริงๆเท่านั้น ไม่ใช่ให้คนรู้สึกว่าแค่โลโก้แบรนด์ที่มาโพสต์ขายๆ เพราะคนชอบคุยกับคน คิดไม่ออกให้ดูแอดมินเพจKFCเป็นตัวอย่าง Characteของแอดมินเป็นผู้หญิงที่ดูน่ารักแต่แอบกวน อย่าลืมสำคัญมากๆคนมักอยากคุยกับคน
    .
    ผมจึงไม่เคยแนะนำลูกค้าเลยให้ตั้งตอบแบบออโต้ เพราะมันทำให้เสน่ห์ของเพจจบสิ้นลงทันที (แต่การเลือกบุคลิกเพจต้องสอดคล้องกับแบรนด์ด้วยนะ ไม่ใช่เพจขายสินค้าระดับไฮโซแต่มาตอบแบบฟรุ้งฟริ้งอันนี้ก็ไม่เหมาะ อยากรู้เทคนิคเหล่านี้ให้ดูบทความ ปิดการขายกระจุยด้วยจริตทั้ง6ของผมได้เลย)
    .
    (11) Caption พาดหัว
    .
    พาดหัวสำคัญมากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าผู้เสพจะกดอ่าน หรือกดดูหรือไม่ ฉะนั้น พาดหัวต้องเร้าใจชวนให้อ่าน ตั้งแต่บรรทัดแรก แต่ยุคนี้เว็บ Clickbait ทำจนเน่าหมดแล้ว คุณจึงต้องพาดหัวด้วยการบอกสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับก่อนเลยเสมอ แล้วการเร้าอารมณ์ให้คลิ๊กค่อยตามมา
    .
    (12) Context บริบท
    .
    บริบทหรือเนื้อหา 3 บรรทัดแรกในการเกริ่นนำ ต้องเป็นคีย์สำคัญให้ผู้เสพอยากกดอ่านต่อให้ได้ ใช้ภาษาง่ายๆ เหมือนคนคุยกัน ไม่ใช่ใช้ภาษาเหมือนกับอ่านจดหมายทางราชการ คนมาเล่นเฟซบุ๊คไม่มีใครอยากมาเครียด แม้เนื้อหาเป็นวิชาการก็ไม่ควรทางการเหมือนหนังสือเรียน ภาษาสื่อสารต้องทำให้เค้ารู้สึกให้ได้ว่ากำลังคุยกับคนจริงๆไม่ใช่อ่านหนังสือ ต้องสร้าง Human Touch ให้ได้ เหมือนเพื่อน พี่น้องคุยกันแล้วเพจคุณจะมีเสน่ห์ขึ้นอีกบาน
    .
    (13) Clearly ชัดเจนและตรงประเด็น
    .
    เนื้อหาต้องไม่กลวง ต้องตรงประเด็น เน้นเนื้อๆ น้ำตัดให้หมด ผู้เสพโซลเชี่ยลมีสมาธิสั้น ต้องห้ามเยิ่นเย้อ และต้องตรงกับวัตถุประสงค์หัวข้อจริงๆ อย่าทำเหมือนเว็บ Clickbait ที่ล่อหัวให้คนอ่านแต่สุดท้ายเนื้อหาไม่ตรงประเด็นสักอย่าง
    .
    (14) Calibrate การกำหนดขนาด
    .
    ขนาดเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าง แพลตฟอร์มที่ต่างกัน ขนาดที่เหมาะสมก็ต้องแตกต่างกันตาม เช่นวีดีโอใน Facebook และIG ควรเป็นสี่เหลี่ยม วีดีโอในYoutube ควรเป็น 16:9 หรือการโพสต์ ขนาดรูปที่เป็นอัลบัมในสัดส่วนก็ต้องเป๊ะเพื่อผลการแสดงที่ไม่ผิดสัดส่วน ฉะนั้นเรื่องการกำหนดขนาดจึงต้องคำนึงถึงอย่างยิ่ง ผมเคยทดสอบ A/B Testing ในการยิงAds Facebook ด้วยเนื้อหาเดียวกัน และยิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน แต่กำหนดขนาดแตกต่างกัน ปรากฏว่า ขนาดสี่เหลี่ยม มี Engagement ชนะ ขนาด16:9 แบบชนิดขาดลอย ลดค่าโฆษณาลงอย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้นอย่ามองข้ามเรื่องขนาดอย่างเด็ดขาด
    .
    (15) Craft & Colorful มีความเป็นมืออาชีพและมีสีสัน
    .
    รูปภาพ หรือวีดีโอ ต้องมีความสวยงาม ต้องดูเป็นมืออาชีพ และมีสีสันมีชีวิตชีวาน่าสนใจ ยิ่งใครโพสต์โดยไม่มีรูปหรือคลิปประกอบถือว่าพลาด เพราะสมองของมนุษย์สามารถประมวลผลรูปภาพได้เร็วกว่าข้อความตัวหนังสือ 60,000 เท่า นี่คือจุดสำคัญเพราะ ต่อให้Captionและ Context ดียังไง โอกาสถูกเลื่อนผ่านสูงกว่ามีรูปอย่างมาก
    .
    และต่อให้มีรูปหรือคลิป แต่ถ้ารูป หรือคลิปห่วยๆไม่ได้เชิญชวนให้คลิ๊กก็จบสิ้นอยู่ดี และจากการวิจัยพบว่าหากรูปนั้นไม่มีสีสันดูจืดชืดขาดชีวิตชีวาโอกาสจะถูกเลื่อนผ่านก็จะสูงมากขึ้น นอกจากCraft ผมจึงเน้นเรื่องColorful เข้าไปด้วย เพราะรูปยิ่งดูมีชีวิต และสีสันเยอะก็ยิ่งสามารถหยุดสมองได้มากขึ้นเท่านั้นนี่คือหลักของNeuromarketing ฉะนั้นเรื่องความมีชีวิตชีวาสีสันสวยงามของรูปเป็นจุดที่สำคัญมาก
    .
    ยิ่งคุณมีสกิลการตัดต่อดูเป็นมืออาชีพมากเท่าไหร่แบรนด์คุณก็จะยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น เพราะคอนเท้นท์ยิ่งอลังการงานสร้างมากแค่ไหน ผู้คนและลูกค้าจะมองว่าแบรนด์เจ้านั้นๆ หากเปรียบเป็นออฟไลน์เหมือนมีหน้าร้านที่ต้องใหญ่และดูอลังการดูน่าเชื่อถือกว่าแบรนด์ที่ทำคอนเท้นท์ทั่วๆไปโดยทันที
    .
    เพราะจากข้อมูลการสำรวจการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านออนไลน์พบว่า ยิ่งคอนเท้นท์ดูเป็นมืออาชีพและสวยงามมากแค่ไหน ยิ่งเป็นตัวตัดสินใจให้ลูกค้าเลือกซื้อเจ้าที่ดูดีและดูเป็นมืออาชีพมากที่สุดก่อนเสมอ เพราะลูกค้ามักคิดว่าเจ้าที่ลงทุนProduction ต้องเป็นเจ้าที่ต้องใหญ่และดีกว่าเจ้าไม่ลงทุนรูปภาพและวีดีโอไปโดยทันที
    .
    ฉะนั้น นี่คือโอกาสของแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์อย่างแท้จริง แม้ความจริงคุณจะเป็นเพียงเจ้าเล็กๆอันจิ๊บจ้อย แต่ขอแค่ทำคอนเท้นท์อย่างมีฝีมือดูเป็นมืออาชีพ คุณก็จะชนะยักษ์ใหญ่ๆที่ทำคอนเท้นท์ทั่วๆไปได้อย่างสบายๆ "นี่ละโลกออนไลน์ มันคือโลกเสมือนจริง" ภาพลักษณ์ทั้งหมดของแบรนด์จึงอยู่ที่คอนเท้นท์ล้วนๆ
    .
    (16) Contest กิจกรรมชิงของรางวัล
    .
    การให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเป็นอีก1ในกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่เรียกกันว่า User Generated Content(UGC) คือคอนเท้นท์ที่ผู้บริโภคสร้างขึ้นโดยมีแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งในนั้น เพื่อสร้างการรับรู้และการบอกต่อและการแชร์ในวงกว้าง ต่อๆกันไป โดยเทคนิคคือการจัดกิจกรรมประกวด เล่นเกมส์ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภครีวิว บอกต่อ แชร์ต่อ ซึ่งนี่คือจุดสำคัญที่จะสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกสนิทกับแบรนด์ยิ่งๆขึ้นไป
    .
    (17) Call-to-action สื่อให้มีการกระทำ
    .
    Call-to-Action หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CTA คือการเชิญชวนให้มีการกระทำอะไรสักอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น "โปรแบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว รีบซื้อเลยตอนนี้" หรือ "สั่งซื้อตอนนี้จะได้รับ ส่วนลดพิเศษทันที" หรือ "กดติดตามเนื้อหาดีๆได้ที่นี่เลย" เป็นต้น ทางจิตวิทยามีผลสูงมากที่จะทำให้คนตอบรับกลับมาเพราะเหมือนตัวช่วยกระตุ้นไม่ให้ลืมและให้กระทำ ฉะนั้นทุกๆโพสต์ต้องประกอบด้วย CTA เสมอ
    .
    .
    และทั้งหมดนี้คือ กลยุทธ์ 17 C ที่จะเปลี่ยนให้คุณสร้างคอนเท้นท์เทพๆได้
    .
    .
    และนี่คือตัวอย่างในคอร์สแค่บางส่วน ที่เนื้อหายังไม่ถูกขยาย ซึ่งเนื้อหานี้เป็นเนื้อหาเพียงแค่ 0.5% ของเนื้อหาในคอร์ส คอนเท้นท์ มาร์เก็ตติ้ง360 ที่ผมกำลังเปิดรับอยู่ในขณะนี้ หากใครอยากเรียนรู้อีก 99.5% ที่เหลือ ห้ามพลาด!! รีบสมัครลงเรียนได้เลย เพราะผมมีโปรโมชั่นสุดคุ้มรอเสิร์ฟอยู่ หากใครอยากเป็นเซียนคอนเทนท์ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด
    .
    .
    ให้พิมพ์ในคอมเม้นท์ว่าสนใจ แล้วผมจะส่งรายละเอียดไปให้ครับ
    .
    หรือ ติดต่อ ID Line @bizbuddy ได้เลย
    .
    ต้องรีบนะครับเพราะตอนนี้มีโปรพิเศษสำหรับ 50 คนแรกเท่านั้น
    .
    แต่หากใครอยากจะเสพความรู้ฟรีๆ ยังไม่อยากเสียตังค์หน้าเพจมีให้มากมาย ฉะนั้นอย่าลืมกดติดตามและติดดาวเพจเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสความรู้ดีๆไว้ด้วยนะครับ
    .
    .
    แล้วพบกันในคอร์สครับ
    .
    www.bizbuddy2.com
    .
    ติดตามอัพเดทบทความได้ที่ Line ID : @bizbuddy
    .
    https://goo.gl/zOKRVt << กด@ Line ที่นี่!!
  • Content Marketing by Buddha


    แตกฉานทักษะ #ContentMarketing
    #Neuromarketing ด้วยหลักวิชาของมหาศาสดาโลก
    .
    พระพุทธเจ้าพระองค์คือผู้แตกฉานและรู้แจ้งทุกสิ่งในโลกนี้ รวมถึงหลัก Content Marketing & Neuromarketing พระองค์ทรงเข้าใจถึงแก่นอย่างถ่องแท้ โดยเห็นได้จากบันทึกในพระไตรปิฎก ที่ทรงสอนแก่เหล่าสาวก และจากสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติจริงให้เห็น พระองค์ทรงมีกลยุทธ์ในการวางรูปแบบการนำเสนออย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นหลักการ 
    .
    คุณลองนึกดูหากพระองค์ไม่เก่งด้าน Marketing ศาสนาพุทธคงไม่เกิด พระองค์คงตรัสรู้ในส่วนตัว และคงต้องดับหายไปกับพระองค์เมื่อปรินิพพาน แต่ด้วยทักษะอันเหนือชั้นในด้านContent marketing ทำให้พุทธศาสนาถูกบอกต่อ หรือที่เรียกว่าWord of Mouth และด้วยพลังของ Value content ที่เป็นทุนเดิม จึงทำให้ไม่ยากที่จะก่อเกิดสิ่งที่เรียกว่าViral Marketing ซึ่งไวรัลไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่เป็นเพราะความตั้งใจให้ก่อเกิดขึ้น จากกลยุทธ์ของพระองค์เอง
    .
    การที่แบรนด์ของพระองค์โด่งดังระดับโลกตราบจนปัจจุบันได้ เกิดจากกลยุทธ์ Branding ทั้งการสร้างแบรนด์บุคคล(Personal Brand)จนทำให้พระองค์เป็นมหาศาสดาโลกได้อย่างสง่างาม และสามารถสร้างแบรนด์แห่งศูนย์รวมจิตใจของผู้คน (Icon Brand) จนก่อเกิดเป็นแบรนด์ที่ชื่อว่า "ศาสนาพุทธ" สิ่งเหล่านี้ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ หากพระองค์ขาดสกิลด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ และสิ่งที่ขับเคลื่อนแบรนด์ให้เติบโตได้มาจาก Content Marketing ล้วนๆ ที่ส่งผลทำให้ก่อเกิดแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลกนี้ขึ้นมาได้ สิ่งเหล่านี้ 
    ทำให้ยืนยันได้ว่า "Content is King" ตลอดกาล
    .
    การที่แบรนด์ถูกบอกต่อ ส่งต่อจากรุ่นไปสู่รุ่น แม้ผ่านไปถึง 2500กว่าปี แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธก็ยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ แต่จะคงอยู่ตลอดกาลหรือไม่ อยู่ที่พวกเราชาวพุทธต้องช่วยกัน เพราะอย่างที่พระองค์ทรงสอนไม่มีอะไรที่จะอยู่ค้ำฟ้า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ย่อมดับไปได้เสมอในสักวัน นี่คือสัจธรรม
    .
    ฉะนั้นพวกเรา ต้องไม่ประมาท ต้องช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไปให้ได้นานที่สุด และนี่ก็คือภารกิจของผมเช่นกัน คือ ช่วยส่งเสริม ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ผู้คนได้ตระหนักรู้และตระหนักเห็น ผมจึงใช้คำสอนของหลักศาสนา นำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อส่งผลต่อความยั่งยืนสืบไป
    .
    ซึ่งความยั่งยืนจะเกิดได้ต้องเกิดจากการก้าวทันโลกให้ทัน อย่างที่พระองค์ทรงสอนแก่พวกเราให้มีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน ฉะนั้นเมื่อปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องใช้ปัญญามายืดหยุ่นเพื่อปรับตัวให้ก้าวทันอยู่เสมอ นอกจากนั้นพระองค์ได้ทรงสอนเหล่าสาวก โดยให้มีการปฏิรูป(Reform) คือ สอนให้รู้จัก"ดัดแปลง"ของเก่าที่มี ซึ่งอาจล้าสมัยเข้าถึงผู้คนยุคปัจจุบันได้ยาก ให้นำมาแปลงความหมายให้ทันยุคสมัย และทันแก่เหตุการณ์เสียใหม่ เพื่อให้ตรงกับหลักเหตุและผลยิ่งขึ้น 
    .
    เพราะต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่เริ่มไม่ให้ความใส่ใจในศาสนา มองศาสนาเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ ที่เมื่อเกิดมาก็ถูกบังคับให้นับถือพุทธ แต่หาได้เข้าใจถึงแก่นคำสอนอย่างแท้จริงไม่ ซึ่งหากจากรุ่นสู่รุ่นมีแนวคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตของพุทธศาสนาอาจต้องดับสูญไปในสักวันตามกฎของไตรลักษณ์อย่างแน่นอน ผมจึงขออาสาเน้นให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ด้วยการสื่อให้เห็นถึงหลักธรรมคำสอนที่มาประยุกต์ใช้ได้จริงๆกับชีวิต เพื่อให้ศาสนาได้ถูกสืบทอดและบอกต่อไปตราบนานเท่านาน 
    .
    และนี่คือเหตุผลว่าทำไมผมจึงต้องประยุกต์หลักธรรมคำสอนให้ทันยุกต์ทันสมัย
    .
    ซึ่งเทคนิคการประยุกต์ใช้ ก็คืออีกกลยุทธ์หนึ่งของ Content Marketing ที่แบรนด์ยุคใหม่ต้องมีสกิลด้านนี้ 
    .
    คราวนี้ก็ขอเข้าสู่โหมดการเรียนรู้แบบเต็มตัวกันได้เลย
    .
    การที่ศาสนาประสบความสำเร็จในการเผยแผ่ ล้วนเกิดจากกลยุทธที่พระองค์ได้วางเอาไว้ กลยุทธ์ของพระองค์คือทรงเน้นการสร้างสาวก เพราะเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะต้องไปทุกที่ได้ด้วยตนเอง การสร้างเหล่าสาวกเพื่อให้เป็นตัวแทนในการช่วยกระจายและบอกต่อ ก็เปรียบเหมือนกลยุทธ์การสร้างระบบตัวแทนของแบรนด์นั่นเอง โดยให้เหล่าบรรดาสาวกช่วยทำการเผยแพร่ต่อไปเรื่อยๆ พระองค์จึงได้มีการสอนทักษะด้านContent Marketing ให้บรรดาเหล่าสาวกอย่างเป็นหลักการ 

    ซึ่งผมขอประยุกต์คำสอนให้เข้ากับยุคดิจิทัลโดยแก่นหลักยังคงอยู่ เริ่มจากพระองค์ทรงสอนวิธีคิด สิ่งแรกของการเป็นนักสร้างคอนเท้นท์ที่สุดยอดได้ คุณต้องมีความแตกฉานเข้าใจในหลักการของเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง เรียกว่า
    .
    #ปฏิสัมภิทาญาณ4 หรือปัญญาแตกฉานทั้ง 4ด้าน ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าเป็นพื้นฐาน ที่พระอริยบุคคลทุกขั้นตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ต้องมี เพื่อประโยชน์ในการนำหลักธรรมไปเผยแพร่ต่อ อันได้แก่
    .
    ๑.#อัตถปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในอรรถ
    ต้องมีความเข้าใจในเนื้อหา(Content) อย่างถ่องแท้ สามารถขยายความ แยกแยะออกไปได้โดยพิศดาร สามารถคิดเชื่อมโยงผสมผสานเนื้อหา(Combine) เข้าด้วยกัน ประยุกต์จนเป็นรูปแบบการนำเสนอในรูปแบบใหม่ๆได้เพื่อให้ทันสมัยตลอดเวลา โดยที่แก่นเนื้อหายังคงอยู่ (ตัวอย่างของอัตถปฏิสัมภิทา ให้ดูจากบทความผมบทนี้ที่ผมนำมาประยุกต์ให้ทันสมัยขึ้น)
    .
    ๒.#ธัมมปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในธรรม
    ต้องมีความเข้าใจในแก่นของสิ่งนั้นๆที่ต้องการนำเสนออย่างถ่องแท้ สามารถจับใจความสำคัญแก่นหลักของสิ่งนั้นๆ นำเสนอออกมาเป็นหัวข้อ หัวเรื่อง(Caption) แยกย่อยเป็นบทความต่างๆ โดยเรื่องต้องถูกย่อยมากลั่นมาแต่เนื้อๆ น้ำออกให้หมด เพื่อนำมาเสนอต่อให้ผู้คนได้เข้าใจอย่างถ่องแท้และง่ายๆ
    .
    ๓.#นิรุตติปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ
    ต้องมีความรู้ในการสื่อสารด้วยภาษาที่แตกต่าง หรือที่นักการตลาดเรียกว่าต้องพูดภาษาเดียวกับลูกค้า ต้องทำให้เข้าถึงใจลูกค้าให้ได้ นั่นหมายถึงต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ต้องรู้ Targeting ของตน ว่ากลุ่มเป้าหมายชอบอะไร อะไรที่จะเกิดประโยชน์กับเค้า โดยเมื่อรู้แล้วให้ทำการเชื่อมต่อ(Connect) เพื่อปรับรูปแบบของตนเองให้มี Positioning หรือจุดยืนที่ชัดเจนกับTargeting โดยใช้กลยุทธ์ Brand Purpose จนสามารถทำให้เกิด Purpose of Buying นั่นคือการออกแบบแบรนด์เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ โดยใช้คอนเท้นท์เป็นตัวเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ก่อเกิดการซื้อนั่นเอง 
    .
    และการนำเสนอทุกครั้งพระองค์ต้องมีกลยุทธ์เสมอ เรียกว่ากลยุทธ์ในการเลือกตรัส
    .
    โดยหลักการ การเลือกตรัส(นำเสนอ)ของพระพุทธเจ้ามีดังนี้
    .
    ๑) คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
    ๒) คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
    ๓) คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - เลือกการตรัส
    ๔) คำพูดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง, ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส
    ๕) คำพูดที่จริง ถูกต้อง, แต่ไม่เป็นประโยชน์, ถึงเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ไม่ตรัส 
    ๖) คำพูดที่จริง ถูกต้อง, เป็นประโยชน์, เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น – ทรงตรัส 
    .
    จะเห็นว่าพระองค์ทรงวิเคราะห์ก่อนตรัสเสมอ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้กลุ่มเป้าหมายคุณเป็นอย่างดีว่าการนำเสนอแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ จากนั้นเมื่อรู้ก็ให้มาออกแบบContent ของคุณให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย โดยให้เน้นเรื่องราวที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ และเป็นที่รักที่ชอบใจเป็นหลักเสมอ
    .
    ๔.#ปฏิภาณปฏิสัมภิทา-ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ
    ต้องมีไหวพริบ ทันเหตุการณ์ รู้จังหวะ ถูกที่ถูกเวลา รู้ว่าตอนไหนและเวลาไหนควรนำเสนออะไรแบบไหน เทคนิคการนำเสนอแบบไหนที่เหมาะกับสถานะการณ์ คอนเท้นท์แบบไหนเหมาะกับคนประเภทไหน รู้จักประยุกต์ใช้เครื่องมือต่างๆช่องทางต่างๆที่คิดว่ามีผู้สนใจเพิ่มเติม รู้จักประยุกต์เนื้อหา ต้องฝึกคิดนอกกรอบด้วยการนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างโดยยึดแก่นหลักไว้
    .
    และนี่คือ4 วิธีคิด(Mindset) ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่เหล่าสาวกให้รู้จักหลักการสร้างคอนเทนท์ เพื่อให้เป็นผู้เผยแพร่ศาสนาสืบทอดต่อไป ซึ่งคุณจะต้องมีครบทั้ง4 หากอยากเป็นนักผลิตคอนเท้นท์ที่ใครๆก็อยากติดตาม
    .
    ซึ่งไม่เพียงแค่พระองค์จะแตกฉานแค่หลัก Content Marketing แต่พระองค์ยังทรงสามารถรับรู้ความต้องการของสมองของมนุษย์ได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ พระองค์ทรงรู้ว่าต้องนำเสนอรูปแบบไหนจึงสามารถกระตุ้นสมองของผู้รับสื่อ เพื่อให้เกิดการยอมรับและคล้อยตามได้ หรือที่นักการตลาดเรียกกันว่าหลัก Neuromaketing 
    .
    ซึ่งหลักการนี้นักการตลาดพึ่งรู้จักกันมาไม่กี่ปีแต่พระองค์ทรงค้นพบมาแล้วกว่า2500ปี และพระองค์ได้ทรงถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ให้กับสาวก จึงพูดได้เลยว่าพระองค์ทรงเป็นครูคนแรกที่พูดถึงเรื่องNeuromaketing ก็ว่าได้
    .
    #ซึ่งหลักของพระองค์ถูกเรียกว่าลีลาในการสอน๔อย่าง มีดังนี้
    .
    ๑.) #สันทัสสนา ต้องอธิบายให้เห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง เหมือนจูงมือไปดูให้เห็นกับตา 
    .
    การทำงานของสมองจะถูกกระตุ้นการรับรู้ เมื่อได้เห็นหรือรู้สึกว่าได้สัมผัสกับสิ่งที่เสมือนเกิดขึ้นกับตนจริงๆ ซึ่งโปรดักซ์ยิ่งคุณสามารถนำเสนอให้เหมือนลูกค้าได้สัมผัสของจริงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น เช่น หากคุณต้องการนำเสนอเรื่องความเย็น คุณต้องสื่อสารให้ลูกค้ารู้สึกให้ได้ว่าใช้แล้วโคตรเย็นให้ดูตัวอย่างโฆษณาแป้งเย็น ทำให้รู้สึกว่าใช้แล้วมันต้องเย็นแน่ๆ 
    .
    หรือเรื่องความแรงให้ดูตัวอย่างพัดลมฮาตาริ ที่ใช้แล้วคนปลิว ทำให้รู้ได้เลยว่าต้องแรงมากสุดๆ หรือหากเป็นเรื่องความอร่อยต้องสื่อสารทางภาพที่ดูแล้วต้องให้น้ำลายสอให้ได้ และหากมีภาพคนประกอบอารมณ์ของภาพต้องรู้สึกฟินสุดๆเมื่อได้ลิ้มลอง ส่งผลให้สมองถูกกระตุ้น ต่อมอยากลิ้มลองทำงานทันที เหล่านี้เป็นต้น ฉะนั้นสิ่งที่คุณขาดไม่ได้เลยคือเรื่องกลยุทธ์การนำเสนอด้วยภาพและวีดีโอ เพื่อกระตุ้นให้เห็นภาพได้ คุณจึงต้องมีสกิลด้านการครีเอทชิ้นงานโฆษณา และสกิลตกแต่งรูปและคลิป ซึ่งถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องนี้โอกาสนำเสนอให้สำเร็จจะยากมากๆ
    .
    ๒.) #สมาทปนา ต้องจูงใจให้เห็นด้วย ชวนให้คล้อยตาม ทำให้ต้องยอมรับ
    .
    สมองจะรู้สึกเฉยๆหากไม่มีสิ่งใดมาเร้ากระตุ้น ฉะนั้นการเร้าสมองด้วยการจูงใจให้เกิดความอยากได้อยากมี จึงสำคัญมากๆ 
    .
    ซึ่งสิ่งนี้ต้องมีสกิลและกลยุทธ์ด้านการเขียน Sale Page เป็นเทคนิคการเขียนเพื่อจูงใจให้เกิดการซื้อให้ได้ ซึ่งการนำเสนอต้องคำนึงถึง2สิ่งหลักคือ Pain & Gain คือต้องกระตุ้นสมองให้เค้าเห็นจุดเจ็บปวดของตน แล้วหาทางแก้ปัญหาด้วยการนำเสนอSolution หรือนำเสนอด้วยGain ที่เป็นตััวช่วยให้เค้าพ้นทุกข์ได้ 
    .
    ซึ่งGain จะประกอบด้วย 3B คือ
    .
    - Better ต้องทำให้เค้ามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม
    คือ มีแล้ว เซฟขึ้น รวยขึ้น สวยขึ้น เก่งขึ้น ไฮโซขึ้น
    .
    - Bigger ต้องทำให้เค้ารู้สึกคุ้มค่า
    คือ ได้มากขึ้น ได้ใหญ่ขึ้น 
    .
    - Builder จากไม่เคยมี ต้องสร้างให้เค้ามี 
    คือ ทำให้เค้ารู้สึกว่าเรามาเติมเต็มให้เค้า
    .
    โดยเทคนิคของผมคือใช้ ๓ พลังการจูงใจ 
    .
    ๒.๑ ให้เริ่มต้นนำด้วยการเร้าอารมณ์(Emotion) เพื่อให้สนใจ ตัวอย่างเช่น "ขอเวลาอ่านแค่10บรรทัด!! แล้วโอกาสดีๆ จะเกิดกับคุณ" เป็นต้น
    .
    ๒.๒ จากนั้นเสนอด้วยเหตุและผล เพื่อทำให้เค้ายอมรับ "คือการนำเสนอ Solution ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาให้เค้าได้" 
    .
    ๒.๓ ปิดด้วยการเร้าอารมณ์อีกครั้ง เพื่อให้คล้อยตามด้วยการซื้อ ตัวอย่างเช่น "หากคุณพลาดโอกาสดีๆในครั้งนี้ อาจหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตคุณ!!" เป็นต้น
    .
    คีย์สำคัญขอให้จำไว้ว่าจุดขายที่สำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะคุณสมบัติของสินค้า แต่จุดที่จะกระตุ้นสมองให้ซื้อได้นั้น ต้องเกิดจากการทำให้เค้ารู้ให้ได้ว่าทำไมเค้าต้องซื้อสินค้าของคุณ ไม่ใช่ของคนอื่น ถ้าคุณเคลียร์ตรงนี้และนำเสนอได้อย่างตรงประเด็นยังไงคุณก็ขายได้อย่างแน่นอน

    ๓.) #สมุตเตชนา สร้างความเร้าใจ ปลุกใจให้กระทำ
    .
    การนำเสนอต้องมีจุดพีค เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจกระทำหรือสั่งซื้อได้ทันที ณจุดนั้น นั่นหมายถึง การนำเงื่อนไขของPromotion และเงื่อนไขของเวลามาเป็นจุดตัดสินให้ซื้อ เนื่องจากสมองของมนุษย์จะกลัวการสูญเสีย ฉะนั้นคุณจึงต้องออกแบบ Key Message เพื่อกระตุ้นให้เค้ารู้สึกว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้จะเสียโอกาสทันที ต้องซื้อแพงกว่าทันที ตัวอย่างเช่น"สั่งซื้อตอนนี้รับโปรโมชั่นไปเลยเฉพาะนาทีทองวันนี้วันเดียวเท่านั้น พรุ่งนี้ปรับราคาทันที" เป็นต้น 
    .
    ซึ่งเมื่อได้รับข้อความนี้ สมองเค้าจะถูกกระตุ้นให้รู้สึกต้องตัดสินใจในทันที ซึ่งหากไม่ตัดสินใจซื้อตอนนี้จะต้องพลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งตามหลักการขาย ต้องทำอย่างไรก็ได้เพื่อปิดการขายให้ได้ ณตอนนั้น เพราะถ้าปล่อยให้ลูกค้ากลับไปเพื่อคิดดูก่อน โอกาสการกลับมาซื้อจะน้อยลงกว่า50% เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักซื้อของด้วยอารมณ์เป็นหลัก เมื่อเวลาผ่านไปความอยากได้ก็จะลดถอยลงไปเรื่อยๆจนหลุดได้ง่ายมากๆ คุณจึงต้องปิดการขายให้ได้ตอนนั้นเท่านั้น!!
    .
    ๔.) #สัมปหังสนา ชโลมใจให้แช่มชื่น ร่าเริง เบิกบาน ฟังไม่เบื่อ 
    .
    สมองของมนุษย์มักเปิดรับกับสิ่งที่ทำให้เค้ารู้สึกดี จึงไม่แปลกเลยที่คลิปตลก คลิปหมาแมวน่ารัก บทความสร้างแรงบันดาลใจ จึงมักได้รับความนิยมอยู่เสมอ เพราะดูแล้วสนุกทำให้คลายเคลียด ทำให้มีกำลังใจ อย่างที่พระองค์ทรงสอน ให้พูดภาษาเดียวกับลูกค้า(นิรุตติปฏิสัมภิทา) เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่า สมองของมนุษย์ส่วนใหญ่ชอบสิ่งที่ได้เสพแล้วรู้สึกดีต่อใจ จึงชอบฟังคนที่ทำให้รู้สึกดี รู้สึกไม่น่าเบื่อ 
    .
    ฉะนั้นคุณต้องสื่อสารให้เหมือนคนคุยกับคน ไม่ใช่คุยกับหุ่นยนต์ ภาษาต้องอย่าทางการทำให้อ่านง่ายดูแล้วเข้าถึงได้ มีทริค มีลูกเล่นในการนำเสนอ มีมุกเสริมบ้าง ต้องมีสีสันความสนุกหรือเร้าใจได้ยิ่งดี นี่เป็นจุดสำคัญที่คุณต้องคำนึง เพราะไม่มีใครมานั่งอ่านหรือฟังแต่เนื้อหาสูตรผสมเท่านั้นเท่านี้กี่ส่วนของแบรนด์คุณกันหรอก หรือหากใครเป็นกูรูด้านต่างๆ เอาแต่เสนอวิชาการจ๋าแบบเต็มข้อ ก็ไม่มีใครอยากอ่านอยากติดตามเช่นกัน เพราะแค่บทเรียนในมหาลัยก็น่าเบื่อพอละ เทคนิค คือคุณต้องจับจุดความต้องการของลูกค้าให้ได้ แล้วนำเสนอในสิ่งที่ลูกค้าคุณต้องการ แค่นั้น จบ!!
    .
    และนี่คือ4กลยุทธ์ Neuromaketing ที่พระองค์ทรงสอนแก่เหล่าสาวก
    .
    ไม่เพียงเท่านี้พระองค์ยังทรงมีลูกเล่นและเทคนิคอีกมากมายที่นำมาสอนให้เหล่าสาวก ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ใช้กันอยู่ในการตลาดยุคปัจจุบันทั้งสิ้น สิ่งทั้งหมดนี้ วัตถุประสงค์คือ พระองค์ทรงต้องการให้ผู้ที่ได้ฟังเกิดคล้อยตามเพื่อให้ก่อเกิดเป็นความภักดีในแบรนด์พระพุทธศาสนา (Brand Loyalty) ให้ได้ และนี่คือกลวิธีที่พระองค์ได้สอนแก่เหล่าสาวก
    .
    10 กลวิธี Content Marketing เพื่อเผยแพร่ศาสนาให้ก้องโลก!! มีดังนี้
    .
    ๑. #ยกการเล่าเรื่องประกอบ เพื่อช่วยให้เข้าใจได้ง่ายและชัดเจน ช่วยให้จำแม่น เห็นจริง และเกิดความเพลิดเพลิน
    .
    นั่นคือคุณต้องใช้กลยุทธ์ Storytelling (การเล่าเรื่อง)&Testimonial (การรับรองจากลุกค้าที่ใช้ว่าดีจริง) มานำเสนอ เช่นคุณต้องยกเคสที่คุณสามารถแก้ปัญหาได้จริง เช่นรีวิวประกอบ โดยคุณต้องมีสกิลเล่าเรื่องที่ดีเล่าเรื่องให้คนคล้อยตามเล่าให้สนุกและให้เห็นภาพให้ได้ ไม่เพียงแค่นั้นไม่ว่าจะเป็นสินค้า แบรนด์ หรือแม้แต่เจ้าของแบรนด์ คุณต้องมีสตอรี่ที่มาที่ไปเสมอ เพราะการใส่เรื่องราวลงไปมันจะเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นกว่าเป็นแค่ตัวสินค้าอยู่ๆโผล่ขึ้นมาอย่างมากมาย Storytelling จึงเป็นสิ่งที่แบรนด์ห้ามมองข้าม !!
    .
    ๒. #การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา คำอุปมาช่วยให้เรื่องที่ลึกซึ้งเข้าใจยาก เข้าใจง่ายขึ้น
    .
    คุณต้องรู้จักเปรียบเปรยเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น บทความ Infographic ของผมที่ใช้รถเปรียบเทียบ กับศาสตร์พระราชา เช่น รถ เปรียบเป็นพาหนะไปสู่เป้าหมาย และรถจะขับเคลื่อนได้ต้องใช้น้ำมันซึ่งน้ำมันหมายถึง ความรู้ และพลังทั้ง5 นั่นหมายถึงเป้าหมายจะขับเคลื่อนได้ต้อง อาศัยความรู้และพลังทั้ง5 อันได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งหากขาดสิ่งเหล่านี้ไปก็เปรียบเหมือนรถที่ขาดน้ำมันที่ไม่สามารถวิ่งได้ เป็นต้น
    .
    ๓. #การใช้อุปกรณ์ประกอบ ในสมัยพุทธกาล หากจะใช้อุปกรณ์บ้าง ก็ต้องอาศัยวัตถุสิ่งของที่มีในธรรมชาติ เพื่อให้ดูมีสีสัน
    .
    ในปัจจุบันหมายถึงการมีลูกเล่นต่างๆประกอบ เช่นทำคลิปที่มีแสงสีเสียงให้ดูอลังการน่าสนใจ น่าตื่นเต้นเร้าใจ หรือสนุกสนานน่าติดตามเป็นต้น 
    .
    ๔. #การทำเป็นตัวอย่าง วิธีการที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง คือการทำสาธิตให้ดู
    .
    อันนี้ให้ดูโฆษณาพวกทีวีไดเร็คได้เลย ประมาณ โอ้ววว!!ใช้แล้วมันสุดยอดมากจ๊อด ดูสิหน้าท้องลดหายไปเลย หรือกระทะ ก็ทอดไข่ให้ดูเลยว่าไม่ได้ใช้น้ำมันจริงๆ เป็นต้น 
    .
    ๕. #การเล่นภาษาเล่นคำ และใช้คำให้ฟังแล้วรื่นหู
    .
    หมายถึงการมี สโลแกน(Slogan) ที่บ่งบอกถึงแบรนด์ เล่นคำให้เกิดการคุ้นหู แค่ได้ยินก็จดจำได้ เช่น หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา เซ่เว่น อีเลฟเว่น หรือ เป็บซี่รสชาติของคนรุ่นใหม่ หรือคิดจะพักคิดถึงคิตแค็ท หรือแต่งเป็นเพลงก็ได้เพื่อให้รื่นหูและจดจำได้ง่าย เช่นเพลงกระทะโคเรียคิง ที่ทุกคนคุ้นหูเป็นอย่างดี เป็นต้น
    .
    ๖. #อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล ทรงพิจารณาว่าเมื่อจะเข้าไปประกาศพระศาสนาในถิ่นใดถิ่นหนึ่งควรไปโปรดใครก่อน
    .
    สิ่งนี้หมายถึง การทำการตลาดโดยผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด หรือที่เรียกว่า Influencer Marketing โดย Influencer จะถูกแบ่งเป็น4กลุ่ม คือ
    .
    – Celebrities หรือคนที่มีชื่อเสียงในสังคม ดารา นักร้อง นักแสดง มีคนติดตามมากกว่า 1ล้านคนขึ้นไป
    .
    – Power Influencers หรือกลุ่มบล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก และมีผู้ติดตามตั้งแต่ 1แสน ถึง 1ล้านคน
    .
    – Peer Influencers คือ กลุ่มบล็อกเกอร์ที่มีความชื่นชอบ หรือเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ ทำให้มีคนที่ชื่นชอบในเรื่องเดียวกันมาติดตาม โดยมีจำนวนผู้ติดตามประมาณ 1หมื่น ถึง 1แสนคน
    .
    – Micro Influencers คือ คนทั่วไปที่ชื่นชอบการรีวิวสินค้า หรือชอบเขียนบล็อกของตัวเอง โดยมีผู้ติดตามประมาณ1พัน ถึง 1หมื่นคน
    .
    นี่คือกลยุทธ์ยอดฮิต ที่แบรนด์สนใจใช้กันอย่างกว้างขวาง และพึ่งมาฮิตได้ไม่นาน แต่พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจหลักการนี้เป็นอย่างดี คือมุ่งหาผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดต่อผู้คนก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ เพราะถ้าสามารถทำให้ผู้ทรงอิทธิพลเชื่อได้จนเกิดการบอกต่อ การบอกต่อจากผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดจะเกิดขึ้นอย่างทรงพลังเป็นวงกว้าง และผู้ที่ได้รับสารมักจะเชื่อตามเสมอ
    .
    ๗. #การรู้จักจังหวะและโอกาส เป้าหมายยังไม่พร้อม ก็ต้องมีความอดทน ไม่ชิงหักหาญหรือดึงดันทำ แต่ต้องตื่นตัวอยู่เสมอ
    .
    คำว่าแบรนด์ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาอันสั้น ก่อนจะมาเป็นแบรนด์ที่คนยอมรับได้ ต้องผ่านกระบวนการCustomer Path ซึ่งมีอยู่5ขั้นตอน หรือ 5A คือ
    .
    ขั้นที่1 Aware
    ทำให้ลูกค้าเกิดการรับรู้ว่าแบรนด์ของคุณมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ ลูกค้าอาจเห็นผ่านๆจากสื่อโฆษณาช่องทางที่คุณโปรโมท เช่นเด้งมาในฟีดFacebook ซึ่งแรกๆอาจจะถูกเลื่อนผ่าน แต่เห็นบ่อยๆเข้า ลูกค้าจะเริ่มคุ้นชิน ซึ่งหากเริ่มสนใจ หรือจดจำได้ ก็ต้องไปสู่ขั้นตอนที่2 (หากเป็นออฟไลน์ ก็คือรู้ว่ามีแบรนด์นี้อยู่ในชั้นวางของห้าง แต่เดินผ่านไปไม่เคยคิดจะหยิบดู)
    .
    ขั้นที่2 Appeal
    คือเห็นจนจำได้ ชักสนใจ หากเป็นโฆษณาในฟีดก็เริ่มกดดูโฆษณา ซึ่งขั้นตอนนี้หากสินค้าคุณไม่โดนใจก็จะจอดแค่ตรงนี้ แต่หากสินค้าของแบรนด์คุณ โดนใจก็จะไปสู่ขั้นตอนที่3 (หากเป็นออฟไลน์ ก็คือลองหยิบขึ้นมาอ่านรายละเอียด)
    .
    ขั้นที่3 Ask
    เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าแน่นอนเค้าจะต้องสอบถาม หากเป็นลูกค้าประเภทถามแล้วซื้อเลยไม่มีปัญหา แต่มีบางส่วนมักจะต้องค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่นๆก่อน อาจจะถามเพื่อนที่เคยใช้ หรือหาจากกูเกิ้ล ซึ่งหากค้นดูแล้วมีแต่คนบ่นคนด่าแน่นอนคือจบ แบรนด์เน่าทันที แต่หากมีแต่คนชม แน่นอนต้องรู้สึกว่ามั่นใจได้ ก็เข้าสู่ขั้นตอนที่4 (หากเป็นออฟไลน์ คือสอบถามรายละเอียดพนักงาน หรือกลับมาหาข้อมูลเพื่อตัดสินใจ)
    .
    ขั้นที่4 Act
    การซื้อสินค้า ซึ่งหลังซื้อไป เมื่อได้ใช้แล้วหากสินค้าห่วย หรือดี ก็จะไปสู่ขั้นตอนที่5 
    .
    ขั้นที่5 Advocate
    เมื่อลูกค้าคุณใช้แล้วประทับใจหรือไม่ประทับใจอย่างไร ก็จะมีการบอกต่อกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือสื่อออนไลน์ ซึ่งถ้าเป็นทางดีคือแบรนด์คุณจะแกร่งขึ้น แต่ถ้าเป็นทางลบก็เน่าลงทันที
    .
    และนี่คือเส้นทางของลูกค้า ตั้งแต่เริ่มจนถึงบอกต่อจะเห็นว่าทุกขั้นตอนล้วนเกิดจากการสะสมประสบการณ์ของลูกค้าไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นหลักสำคัญในการสร้างแบรนด์คือคุณต้องออกคอนเท้นท์อย่างคงเส้นคงวา (Consistency)
    .
    คีย์สำคัญคือ แบรนด์ที่จะประสบความสำเร็จมากที่สุด คือ แบรนด์ที่สามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าได้มากที่สุด 
    .
    ๘. #ความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการ .ให้มุ่งไปยังผลสำเร็จที่จะได้รับเป็นสำคัญ สุดแต่จะใช้กลวิธีใดในการนำเสนอก็ได้ วิธีไหนดีสุดก็ให้ใช้วิธีการนั้น
    .
    ยุทธวิธีตายตัวไม่สามารถใช้ได้กับมนุษย์ทุกประเภท เพราะคนแต่ละคนย่อมมีความชอบไม่เหมือนกัน ผมจึงคิดค้นหาวิธีที่จะผูกใจลูกค้าทุกกลุ่มให้ได้ จนเกิดเป็น กลยุทธ์สร้างตนให้เป็นน้ำ(Water Strategy) นั่นหมายถึงไม่ว่า จะเอาภาชนะรูปแบบไหนทรงไหนมาใส่น้ำ น้ำจะปรับตัวเข้าได้เสมอในทุกๆทรวดทรงของภาชนะ นั่นคือคุณต้องเป็นฝ่ายปรับตัวให้เข้ากับลูกค้าในทุกๆประเภทให้ได้แล้วคุณจะได้ใจอย่างกว้างขวาง สิ่งนี้คุณต้องรู้จักคน ซึ่งเทคนิคสุดยอดในการทำให้รู้จักคน พระพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้เรียบร้อยด้วย ศาสตร์อ่านใจคนด้วยจริตทั้ง6 ซึ่งผมได้ประยุกต์บทความนี้ไว้เป็นที่เรียบร้อยชื่อ"ขายกระจุย แค่รู้จริตทั้ง6" ลองหาอ่านในเพจได้เลย 
    .
    ๙. #การให้รางวัล จูงใจด้วยการนำเสนอบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้เกิดการกระทำ
    .
    นั้นคือการใช้กลยุทธ์ UGC (User Generated Content) คือ การสร้างเนื้อหาหรือ Content ที่เกิดจากลูกค้า ให้มีการกล่าวถึง เอ่ยถึง ในคอนเทนท์ที่ลูกค้าสร้างขึ้นมาเอง ด้วยรูปแบบภาพถ่ายหรือ คลิปวิดีโอที่ถ่ายในร้านของคุณหรือถ่ายกับสินค้าของคุณ ในยุคนี้เป็นยุคที่คนเชื่อกันเองไม่เชื่อแบรนด์เพราะฉะนั้นแบรนด์ต้องปรับตัวตามให้ได้ ด้วยการให้ผู้บริโภคเป็นผู้บอกต่อ โดยการจูงใจด้วยของรางวัล
    .
    เช่น การประกวดให้ถ่ายคู่กับแบรนด์สินค้า รูปไหนฮาสุด เจ๋งสุด หรือวัดจากยอดไลค์มากสุดจะเป็นผู้ชนะ หรือไลค์แชร์ และคอมเม้นท์เพื่อลุ้นเป็นผู้โชคดี เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ละที่เรียกว่ากลยุทธ์ UGC
    .
    ๑๐. #กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ความสามารถในการประยุกต์หลักวิธีการ และกลวิธีต่างๆ มาใช้ให้เหมาะสม เป็นเรื่องเฉพาะครั้ง เฉพาะคราวไป
    .
    นั่นหมายถึงการผลิตคอนเท้นท์ที่จับจังหวะของกระแสความสนใจในเรื่องนั้นๆในสังคม เมื่อรู้ว่าเรื่องนั้นๆอยู่ในกระแสก็ให้สร้างคอนเท้นท์ที่เกาะกระแสโดยต้องบิดการแฝงโฆษณาแบรนด์เข้าไปด้วย สำคัญต้องคำนึงถึงธีมของแบรนด์เป็นหลักห้ามหลุดกรอบ เป็นต้น
    .
    .
    และทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ Content Marketing และ Neuromaketing ที่พระพุทธเจ้าใช้สอนเหล่าบรรดาสาวกของพระองค์ จะเห็นว่าพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ Content Marketing อย่างมาก ทั้งที่พวกเราพึ่งมารู้จักคำๆนี้ มาไม่กี่ปีมานี่เอง แต่พระองค์ทรงเข้าใจหลักการนี้อย่างแตกฉานมากกว่า 2500กว่าปีมาแล้ว ซึ่งหลักการทั้งหมดของพระองค์ เมื่อบิดการนำเสนอนิดเดียวล้วนแล้วแต่ทันสมัยกับการตลาดยุคดิจิทัลอย่างน่าเหลือเชื่อ 
    .
    และสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าวิชั่นของพระองค์กว้างไกลยิ่งนัก พระองค์สามารถเข้าใจหลักการตลาดและนำมาสอนแก่เหล่าสาวก ก่อนพวกนักวิชาการฝรั่งจะนำเสนอเป็นบทเรียนได้นับเป็นพันๆปีเสียอีก ฉะนั้นถ้าผมจะบอกว่ามหาศาสดาโลก นามว่า "พระพุทธเจ้า" คือศาสตราจารย์ด้านการตลาดคนแรกของโลก!! ก็คงไม่ผิด
    .
    .
    และนี่คือ เนื้อหาบางส่วนเพียง0.5%ของคอร์ส Content Marketing 360 Vol.1 ในแบบไม่ได้เจาะลึกลงรายละเอียด ซึ่งหากใครสนใจเรียนรู้อีก 99.5% ที่เหลือแบบเต็มๆ ในการผลิตสื่อคอนเท้นท์แบบครบวงจร ที่กล้าบอกได้เลยว่าละเอียดยิบที่สุดในประเทศนี้ ต้องห้ามพลาดกับโปรโมชั่น ข้อเสนอพิเศษถึง3ชั้น ใครสนใจ
    .
    ให้พิมพ์ในคอมเม้นท์ว่าสนใจ แล้วผมจะส่งรายละเอียดไปให้ครับ
    .
    หรือ ติดต่อID Line @bizbuddy ได้เลย
    .
    ต้องรีบนะครับเพราะตอนนี้มีโปรพิเศษสำหรับ 50คนแรกเท่านั้น
    .
    แต่หากใครอยากจะเสพความรู้ฟรีๆ ยังไม่อยากเสียตังค์หน้าเพจมีให้มากมาย ฉะนั้นอย่าลืมกดติดตามและติดดาวเพจเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสความรู้ดีๆไว้ด้วยนะครับ
    .
    .
    แล้วพบกันในคอร์สครับ
    .
    www.bizbuddy2.com 
    .
    .
    ขอขอบพระคุณเนื้อหาอ้างอิงจาก 
    .
    พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
    พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
    พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
  • กลยุทธ์ลดค่าโฆษณาFacebookได้มหาศาล


    แค่รู้ทัน Facebook 2018 แบรนด์ปังแน่นอน
    .
    ปี2018 นี้ต้องรู้หลักการทำงานของ facebook เท่านั้น จึงอยู่รอดได้ หลังจากมาร์คได้ประกาศอัพเดทการปรับ Facebook Algorithms อย่างเป็นทางการ ทำให้คุณต้องปรับตัวตามเท่านั้นจึงจะก้าวตามทัน
    .
    ซึ่งผมมีกลยุทธ์ให้คุณถึง 2 วิธี ทั้งแบบฟรีและเสียเงิน
    >>กลยุทธ์ "รู้เขารู้เรารบยังไงก็ชนะ !!"<<
    .
    นั่นคือต้องรู้ทันการทำงานของ Facebook Algorithms
    เพราะเมื่อคุณทำให้ facebook ชอบได้คุณจะสำเร็จทันที
    .
    โพสต์นี้ผมจะมอบทั้งวิธีการและวิธีคิดกับคุณไปเต็มๆ 
    .
    เริ่มจากOrganic Reach(โพสต์ที่ไม่เสียตังค์) ที่ใครๆก็บ่นว่าโคตรต่ำตม เพราะคนเห็นประมาณ 0.5-3%ของผู้กดไลค์เพจ ให้เห็นภาพง่ายๆหากคุณมีแฟนเพจ1หมื่น จะมีคนเห็นโพสต์คุณเพียง50-300คนเท่านั้น
    .
    นี่คือค่าเฉลี่ยสิ่งที่คนส่วนใหญ่พบเจอ เพราะโพสต์ไปคนส่วนใหญ่เลื่อนผ่าน ซึ่งยิ่งถูกเลื่อนผ่านไม่มีใครสนใจมากเท่าไหร่การแสดงฟีดก็ยิ่งต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
    .
    กลับกันหากคุณ ทำให้โพสต์คุณหยุดนิ้วลูกเพจไว้ได้ เปอร์เซ็นต์คนเห็นก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆทันที ซึ่งไม่แปลกด้วยหากจะมีโอกาสที่คนจะเห็นสูงเกิน100%ของผู้กดไลค์เพจทั้งหมด และปรากฏการณ์นี้จะเกิดได้หากคอนเท้นท์คุณสามารถทำให้คนแชร์ได้ เพราะยิ่งแชร์เท่าไหร่ยิ่งเพิ่มจำนวนทวีคูณให้คนเห็นมากขึ้นเท่านั้น จนบางโพสต์อาจถูกแชร์จนกลายเป็นไวรัลคนเห็นหลายล้านก็เป็นได้ 
    .
    ยกตัวอย่างที่ผมเคยทำมาแล้ว เพจผมมีผู้ติดตามตอนนั้นแค่หลักไม่กี่หมื่น แต่เมื่อโพสต์คลิปดันเกิดเป็นไวรัลเข้าถึงคนนับ11ล้าน ยอดวิวต้นฉบับในเพจ5.5ล้าน Engage 6แสนกว่า แชร์นับแสน ซึ่งหากรวมจากทุกเพจที่ดูดคลิปผมไปนับร้อยเพจรวมไม่ต่ำกว่า 25ล้านวิว คนแชร์รวมเกือบ8แสน Engageหลายล้าน ทำให้เพจผมได้ผู้ติดตามเพิ่มมานับแสนฟรีๆ 
    .
    ซึ่งสิ่งนี้จะเห็นว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาร์คลดOrganic Reach แล้วจะต้องกระทบตลอดไป แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องปรับตัวตามมันให้ได้ ซึ่งปัจจัยอยู่ที่ตัว"คุณภาพคอนเท้นท์ล้วนๆ" ซึ่งผู้ที่พร้อมจะปรับตัวและพัฒนาอย่างไม่หยุดเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ที่อยู่รอดได้
    .
    จำไว้นะครับหลักการง่ายๆ มาร์คต้องการพยายามให้คนประทับใจ facebook ในทุกครั้งที่หยิบมือถือขึ้นมาเล่น เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยที่คอนเท้นท์ที่ถูกระบบมองว่าไร้ผู้สนใจ จะมีคนเห็นต่ำตม เพราะคิดดู ใจเขาใจเรา หากคุณเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมา มีแต่โพสต์อะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เกี่ยวกับคุณ คุณจะอยากเล่นต่อไหม 
    .
    Facebook จึงแคร์ตรงนี้มากๆ เพราะหากคนเบื่อที่เปิดมามีแต่คอนเท้นท์ไม่ตรงใจ ใครอยากจะเข้า facebook และถ้าคนคิดแบบนี้สักครึ่งนึง นั่นหมายถึงขาลงและหายะจะเกิดขึ้นกับfacebookโดยไม่ต้องสงสัย ผมจึงเข้าใจfacebook และเข้าใจคนที่เสพด้วยว่าคงน่าเบื่อสุดๆที่ต้องเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ในหน้าฟีด
    .
    ซึ่งวิธีแก้มาร์คก็บอกอย่างชัดเจน คือ "คุณก็ทำ Content ให้ตรงใจผู้คนสิ ทำให้คนอยากเม้นท์แชร์ด้วยตนเองสิ เพราะระบบใหม่เน้นการมีส่วนร่วมด้วยการคุยกันในคอมเม้นท์เป็นสำคัญ และการแชร์ต้องแชร์อย่างมีคุณภาพไม่ใช่แชร์เพราะกิจกรรมเพจบังคับให้แชร์เล่นเกมส์ 
    .
    ฉะนั้น facebook จึงใช้ AI ในการตรวจสอบว่าเมื่อแชร์แล้วจะต้องมีคนมาปฏิสัมพันธ์ในแชร์คุณต่ออีกทอดเท่านั้น จึงเป็นการยืนยันว่าโพสต์นั้นมีคุณภาพ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้Facebook จะช่วยเพิ่ม Reach ให้เป็นทวีคูณ สำคัญห้ามบิ้วให้แชร์ด้วยนะ เพราะระบบมันสแกนคำในโพสต์ได้ หากมีการทำลักษณะนี้จะโดนลดการเข้าถึง (Reach) เช่นกัน ซึ่งผมมองว่าไม่กระทบเท่าไหร่หรอก สำหรับสาย Value Content เพราะหากคอนเท้นท์คุณดีจริงเชื่อเหอะ ถ้าของดีใครๆก็ต้องแชร์เองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องบิ้ว" และนี่คือสิ่งที่มาร์คคิด จึงทำให้มีการปรับAlgorithmsขึ้น
    .
    ฉะนั้นหากวันนี้คอนเท้นท์คุณเข้าถึงได้น้อย ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะนั่นหมายถึงคอนเท้นท์คุณยังไม่น่าสนใจ สิ่งนี่เรียกได้ว่าเป็นกฏแห่งเหตุและผล เมื่อทำสิ่งที่ไม่ดีพอก็ไม่แปลกที่จะเป็นปัจจัยไปสู่เหตุแห่งความต่ำตมของReach ซึ่งต้องยอมรับว่านี่ละคือสิ่งที่ยุติธรรมแล้ว ฉะนั้นหลังจากนี้หากอยากอยู่รอดต้องเข้าสู่ยุกต์แห่งการขับเคี่ยวด้วย "Content" อย่างแท้ทรู
    .
    ซึ่งหลักการทำงานของมันคือ หากต้องการ Organic Reach เยอะๆ คุณต้องทำให้เกิดการ “ปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย” กับคอนเท้นท์ให้ได้ โดยมาร์คไม่ใช้คำว่า Engagement แต่เรียกว่า Meaningful Social Interactions” หรือ “MSI” แทน ซึ่งมันลึกซึ้งกว่าEngagement คือ ไม่ใช่แค่กดอ่านผ่านๆซึ่งมาร์คเรียกว่าPassive Experience คืออ่านดูแต่ไม่มีActionใดๆกับโพสต์ และไม่ใช่แค่กดไลค์ธรรมดาแล้วเลื่อนผ่านๆ แต่ต้องมีการใช้เวลาอ่านหรือดูคอนเท้นท์นั้นๆด้วย โดยตัวชี้วัด MSI นี้ประกอบไปด้วย การแชร์ คอมเม้นท์ การส่งข้อความ และ การไลค์/reaction (พวกหน้าโกรธ หน้าเลิฟ หัวเราะ) นั่นเอง โดยการแชร์ คอมเม้นท์ และส่งข้อความ จะมีน้ำหนักมากกว่าการไลค์และ reaction ที่เลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว
    .
    โดยผมได้สรุป สิ่งที่ Facebook ใช้ในการคำนวนการแสดงผลใน News Feed ของโพสต์ซึ่งเรียกว่า Edgerank ซึ่งประกอบด้วย
    .
    Edgerank = Affinity x Power x Fresh x Interest
    .
    Affinity = ระดับความสัมพันธ์ของคุณกับเพื่อนหรือลูกเพจ
    Power = แรงกระตุ้นอันทรงพลังที่เกิดขึ้นกับโพสต์ของคุณ
    Fresh = อายุของโพสต์หรือความสดใหม่ของโพสต์
    Interest = ความสนใจในเรื่องที่ใกล้เคียงกัน
    .
    (1.) Affinity
    .
    คือ ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างคุณกับเพื่อน(สำหรับโปรไฟล์) หรือลูกเพจ(สำหรับแฟนเพจ) โดยมาร์คจะให้ความสำคัญโชว์ฟีดกับเพื่อนก่อนเพจเสมอ ซึ่งหลักการทำงานของมัน ถ้าคุณโพสต์อะไรลงไปสักอย่างในตอนนี้ มาร์คจะเอาสถิติโพสต์ในอดีตของคุณมาประมวล ว่าควรจะมากระจายโชว์ในหน้าฟีดให้เพื่อนๆหรือลูกเพจของคุณให้คนไหนเห็นบ้าง ซึ่งมันจะกระจายให้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบุญเก่า หรือคะแนนสะสมที่คุณมีในอดีต เพราะทุกๆโพสต์จะมีคะแนน Affinity คิดเป็นค่าเฉลี่ยๆเสมอๆ ยิ่งมีคะแนนสูงเท่าไร โพสต์ของคุณก็จะถูกนำมาแสดงให้เพื่อนๆเห็นมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งปัจจัยในการนำมาตีเป็นคะแนนได้แก่
    .
    1.1 คนที่เกี่ยวข้อง หากเป็นโปรไฟล์ คือเพื่อนของคุณ หากเป็นเพจ ก็คือคนกดไลค์เพจคุณ นั่นหมายถึงหาก ไม่เป็นเพื่อน หรือไม่ได้กดติดตามเพจก็จะไม่มีทางเห็นโพสต์โดยตรง แต่ถ้าเห็น จะเห็นได้จากการแชร์ผ่านจากเพื่อนอีกต่อนึงเท่านั้น
    .
    1.2 เค้าให้ความสำคัญกับคุณแค่ไหน หากเป็นโปรไฟล์ต้องตั้งคุณเป็นเพื่อนสนิท หากเป็นเพจคือเค้าต้องกดSee first เพจคุณ 
    .
    1.3 มีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมาย (MSI) ด้วยเป็นประจำ เรียกว่า Meaningful Social Interactions” หรือ “MSI” โดยตัวชี้วัด MSI นี้ประกอบไปด้วย การแชร์ คอมเม้นท์ การกดอ่าน กดดูคลิป การส่งข้อความ และ การไลค์/reaction (พวกหน้าโกรธ หน้าเลิฟ หัวเราะ) โดยการแชร์ คอมเม้นท์ และส่งข้อความ จะถูกให้น้ำหนักมากกว่าการไลค์และ reaction ซึ่ง facebook จะประเมินว่า หากมีการปฏิสัมพันธ์ในสิ่งนั้น แสดงว่าคนที่มาปฏิสัมพันธ์สนใจคอนเท้นท์ของเพื่อนคนนี้หรือเพจนี้ ซึ่งหากมีการโพสต์จากเพื่อนคนนี้หรือเพจครั้งใหม่ คนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์ จะได้เห็นเสมอ 
    .
    แต่สำหรับเพจการเห็นได้ต่อเนื่อง นั่นคือต้องมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเท่านั้น ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คุณแปลกใจไหม เพจอย่าง Youlike ที่คุณเคยกดไลค์ทำไมไม่เคยโชว์หน้าฟีดคุณเลย แต่ลองดูนะให้คุณเข้าไปเม้นท์และแชร์คลิปในYoulike จากนั้นเมื่อคุณเล่นฟีดครั้งต่อไปคุณจะได้เห็น คลิปในYoulike โชว์ขึ้นมา ซึ่งหากคุณมี MSI อย่างต่อเนื่อง มันก็จะโชว์ฟีดให้คุณเห็นทุกๆวัน แต่หากวันไหนคุณเลื่อนผ่านสัก 2-3ครั้ง คุณก็จะไม่ได้เห็นคลิปจากYoulike อีกเลย ฉะนั้นการเกิดปฏิสัมพันธ์สำหรับเพจต้องต่อเนื่องเท่านั้น
    .
    1.4 มีเพื่อนร่วมกันเยอะ เพราะมันมองว่าการมีเพื่อนร่วมกันยิ่งมากเท่าไหร่แสดงว่ามีความเกี่ยวข้องกันแน่นอน จึงถูกให้ความสำคัญในการโชว์ฟีดเช่นกัน (อันนี้มีผลเฉพาะโปรไฟล์ส่วนตัว)
    .
    และนี่คือ4ปัจจัยที่นำมาให้คะแนนAffinity 
    .
    .
    (2.) Power
    .
    คือ พลังแห่งAction นั้นคือหากคุณโพสต์คอนเท้นท์ลงในเพจ คอนเท้นท์ของคุณนอกจากเกิดจากปัจจัยทางด้านAffinityแล้ว มันยังเกิดจากการทวีกำลัง ถ้ามีการกดดู ใช้เวลาอยู่กับคอนเท้นท์นั้นนานๆ มีการกดแชร์ หรือคอมเม้นท์จำนวนมาก หรือไลค์ขึ้นพรวดในระยะเวลาอย่างรวดเร็วที่โพสต์ โดยเฉพาะยิ่งคอมเม้นท์และแชร์ไหลไวเท่าไหร่มันก็จะยิ่งกระพือเร่งส่งไปยังหน้าฟีดให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะมาร์คมองแล้วว่าโพสต์นี้คนต้องชอบแน่นอน เพราะงั้นยิ่งคนชอบก็ยิ่งต้องช่วยดัน คนจะได้รู้สึกดีกับเฟซบุ๊คที่มีแต่สิ่งที่ถูกใจ และนี่ละคือเคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้เกิดไวรัลได้นั่นเอง 
    .
    ซึ่งพลังที่สูงสุดคือหากมีการคอมเม้นท์ตอบโต้กันอย่างมากมายจะยิ่งทรงพลัง และหากมีการแชร์และมีการMSI กับคอนเท้นท์ที่ถูกแชร์ไปต่อไปเป็นทอดๆ ยิ่งจะยิ่งทรงพลังขึ้นทวีคูณอีกหลายเท่า 
    .
    .
    (3.) Fresh
    .
    คอนเท้นท์ที่คุณโพสต์ต้องมีความสดใหม่ หลักการง่ายๆเลยยิ่งเก่าคนยิ่งเบื่อ ยิ่งเห็นบ่อยในหลายๆที่คนยิ่งเอือม เพราะฉะนั้นคอนเท้นท์ที่คุณโพสต์ยิ่งสดใหม่ ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน ก็ยิ่งปัง จริงๆไม่ต้องมองในเรื่องของAlgorithms ด้วยซ้ำแต่มันเป็นหลักของเหตุและผลอยู่แล้ว คนมักชอบจากสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้น คอนเท้นท์ต้องแปลกไม่ได้ถูกก็อปมา ดูดมาโพสต์ๆกันต่อ สิ่งนี้สำคัญมากอย่างกลุ่มตัวแทนจำหน่ายหากก็อปมาแล้วกระจายโพสต์ต่อๆกันไป คนท้ายๆจะถูกลดการเข้าถึงทันที เพราะFaceจะประเมินหากคนคนนั้นเคยเห็นโพสต์นี้แล้วคนนั้นก็จะไม่ได้เห็นอีกนั่นเอง
    .
    .
    (4.) Interest
    .
    คอนเท้นท์ที่คุณโพสต์จะถูกเลือกแสดงให้กับคนที่สนใจในเรื่องนั้นๆ ในช่วงเวลานั้นๆ เช่น ถ้าคุณพึ่งสนใจ ด้วยการคลิ๊กดูคลิปหมาแมวน่ารัก พร้อมแชร์หรือคอมเม้นท์ สักพักคุณก็จะได้พบกับฟีดหมาแมวจากเพจอื่นๆที่คุณเคยกดติดตามโชว์ขึ้นมาทันที เพราะเฟซมันมองว่า คุณกำลังให้ความสนใจในเรื่องนี้อยู่ หากนำคอนเทนท์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณสนใจ ณตอนนั้น คุณต้องชอบแน่ๆ มันจึงพยายามโชว์เพิ่มให้เห็น ว่ายังมีอีกนะดูสิ ชอบใช่ไหมล่ะ งั้นดูไปเยอะๆเลย จะได้ประทับใจFacebook ไปนานๆ จะได้อยากเข้ามาเล่นในทุกๆวันเพื่อค้นหาเรื่องราวที่ชอบ
    .
    ฉะนั้น คุณต้องพยายามสร้างจุดยืนของเพจให้ชัดเจน เพราะถึงแม้ผู้ติดตามคุณจะไม่เคยเห็นคุณในฟีดมานานแล้ว แต่เมื่อเค้าบังเอิญไปกดดูเรื่องที่เกี่ยวข้องขึ้นมาคุณก็ยังมีโอกาสฟื้นจากหลุมได้อีกครั้งเช่นกัน การหายไปจากฟีดจึงไม่ได้หายไปถาวรตลอดกาล ยังมีโอกาสกลับมาได้เช่นกัน แต่ที่สำคัญการกลับมาต้องทำให้ผู้เสพประทับใจให้ได้ จะได้อยู่กับเค้าในฟีดไปนานๆ ฉะนั้นจะเห็นว่า "Content ล้วนๆ" ที่ทำให้คนสนใจหรือไม่
    .
    .
    และนี่คือหลักการทำงานของFacebook Algorithms 
    .
    ซึ่งเมื่อคุณรู้หลักการทำงานของ Facebookแล้ว ต่อมา ผมได้รวบรวมเคล็ดลับเทคนิควิธีการแก้ทางมาให้
    .
    ซึ่งเคล็ดลับการแก้ให้คนเห็นเยอะๆ มีด้วยกัน 12 เทคนิคคือ
    .
    1 ต้องประชาสัมพันธ์ให้ลูกเพจกดSee first หรือเห็นโพสต์ก่อนให้ได้มากที่สุด จะช่วยได้เยอะมาก 
    .
    2 สร้างคอนเท้นท์คุณภาพ ให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดการ แชร์บอกต่อ หรือคอมเม้นท์เกิดขึ้นให้ได้
    .
    3 Facebook Live ช่วยได้ เพราะการLive หากคุณมีเทคนิคดีๆ สามารถทำให้เกิดการแชร์ และก่อเกิดการคอมเม้นท์และปฏิสัมพันธ์กันทางตรงอยู่ตลอดเวลาในขณะไลฟ์ ซึ่งLive เป็นคอนเท้นท์ที่ทรงพลังต่อ MSI มากที่สุด แต่ที่สำคัญต้องมีเทคนิคการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกเพจด้วยนะจึงสำเร็จได้
    .
    4 เทคนิคสำหรับโปรไฟล์ส่วนตัว คุณต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนคุณอยู่เสมอๆ ยิ่งอยากให้เพื่อนคนไหนเห็นก็ต้องไป คอมเมนท์ กดไลค์ กดแชร์ให้เค้า บ่อยๆ หากอยากให้เพื่อนเห็นจำนวนมากก็ต้องทำแบบนี้กับเพื่อนๆให้มากที่สุด เพื่อเป็นการเพิ่มAffinity วิธีนี้ช่วยได้เยอะ 
    .
    5 เทคนิคสำหรับเพจ หากอยากให้คนเห็นมากขึ้น ต้องตอบคอมเม้นท์ไวๆ ตอบโต้ทุกคนที่มาคอมเม้นท์ เพราะยิ่งตอบเม้นท์มันยิ่งกระตุ้นการแสดงให้คนที่เข้ามาเม้นท์เห็น ยิ่งหากลูกเพจมีการแชร์ คุณก็ต้องตามไปกดไลค์และเม้นท์ขอบคุณที่แชร์ถึงต้นตอการแชร์เลยมันช่วยได้แน่นอน
    .
    6 ดึงคนเข้า Facebook Group ช่วยได้อีกช่องทาง นั่นหมายถึงให้ดึงลูกเพจที่เป็นแฟนจริงๆเข้ากลุ่ม พร้อมกับแนะนำให้เค้ากดเลือกแจ้งเตือนให้เห็นโพสต์ทั้งหมด จะเป็นการแก้ทาง พวกกดSee first ตัน30เพจ/บุคคล ได้เลย 
    .
    7 ใช้โปรไฟล์ส่วนตัวให้เป็นประโยชน์ อย่างที่รู้ๆว่ามาร์คให้ความสำคัญโชว์เพื่อนมากกว่าเพจ ฉะนั้น ถึงเวลาเปิดหน้าให้ลูกเพจได้ติดตามคอนเท้นท์จากโปรไฟล์จะช่วยในการเข้าถึงได้เช่นกัน นอกจากนั้นยังได้สร้างPersonal Branding ได้ทางอ้อมอีกด้วยนะ
    .
    8 ทุกโพสต์ต้องมั่นใจว่ามีผลตอบรับที่ดี อย่าโพสต์แบบไร้แก่นสาร เพราะการที่ลูกเพจเลื่อนผ่านบ่อยๆ คะแนนก็ต่ำลงเรื่อยๆ และกว่าจะกู้คะแนนคืนมาด้วยโพสต์ที่คนชอบจริงๆเหนื่อยบอกเลย เพราะมันต้องมาสะสมบารมีใหม่อีกครั้งนั่นเอง สำคัญคนที่เคยเลื่อนผ่านบ่อยๆ จนเฟซปิดการโชว์ไปแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เห็นคอนเท้นท์เจ๋งๆที่คุณต้องการปล่อยเป็นไฮไลท์อีกแล้ว ต้องเรียกว่าโคตรเสียโอกาส
    .
    9 รูปภาพ คลิปวีดีโอ ต้องสดใหม่เท่านั้น เพราะ Facebook จะมี ระบบAI ตรวจจับได้ว่าภาพนี้ถูกใช้ไปกี่ครั้งกี่เพจ ซึ่งFacebook จะพยายามไม่ส่งภาพซ้ำ คลิปซ้ำให้กับคนที่เคยเห็นภาพนั้นๆแล้ว เพราะถูกมองว่าหากส่งซ้้ำบ่อยๆจะเข้าข่ายกลายเป็นสแปมได้ ทำให้รูปที่ถูกคนใช้เยอะๆ เช่นรูปจากแบรนด์ให้ตัวแทนไปใช้ คนที่ใช้รูปนี้คนท้ายๆการเข้าถึงจะน้อยแบบผิดปกติทันที ฉะนั้นหากจะโพสต์ในแต่ละครั้งต้องเปลี่ยนรูปเปลี่ยนคลิปไปเรื่อยๆ
    .
    10 ปลุกผีโพสต์เก่าให้คืนชีพ ด้วยการขุดโพสต์ ด้วยการเข้าไปกดไลค์ แชร์ คอมเมนต์โพสต์เก่าๆนั้น เพื่อที่จะทำให้โพสต์นั้นถูกนำมาโชว์บนหน้า Newsfeed อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นโพสต์ที่มีคะแนนของ Affinity และ Power ในอดีตที่ดีมากๆอยู่แล้วการขุดโพสต์จะช่วยให้คุณกระตุ้นการกระจายออกไปอีกครั้งได้อย่างยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
    .
    11 ให้ความสำคัญกับ Platform อื่นๆบ้างก็ได้ อย่าไปยึดติดกับ facebook เพียงอย่างเดียว Digital Marketing ไม่ใช่แค่ facebook แต่ยังรวมถึง Website ที่เป็นบ้านแท้ๆของคุณ ซึ่งสามารถใช้กลยุทธ์เชิงรับ ด้วยการทำSEO หรือ Google Adwords เพื่อให้ติดหน้าค้นหาในGoogle หรือแม้แต่ทำการตลาดเชิงรุกเหมือน Facebook ก็ยังทำได้ ด้วย Google Display Network (GDN) ทำให้สามารถขึ้นโชว์โฆษณาของคุณตามเว็บต่างๆหรือแม้แต่โชว์ใน Youtube แถมยังทำRemarketing ได้อีก ซึ่งไม่เพียงแค่นี้ยังมี Line Marketing Email Marketing ที่ยังให้คุณเล่นได้ ฉะนั้นอย่าไปยึดติดแค่อย่างเดียวเลย แต่จงค้นหาลู่ทางอย่างไม่หยุดหย่อนมันช่วยธุรกิจคุณได้อย่างแน่นอน
    .
    12 อัพเดทเทรนด์ พัฒนาแบรนด์ พัฒนาคอนเท้นท์ พัฒนาสกิลอย่างต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะการพัฒนาไม่มีหยุด และก้าวตามเทรนด์และเทคโนโลยีอยู่เสมอ ต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คุณก็จะเป็นคนกลุ่มแรกๆเสมอที่ปรับตัวได้ก่อนคนอื่นๆ ฉะนั้นนี่คือจุดที่สำคัญที่สุด
    .
    .
    ต่อมามาดูวิธีการทำงานของ Facebook ads Algorithms ประเภท Paid Reach(การเข้าถึงด้วยการเสียเงินโฆษณา)
    .
    สิ่งนี้ใครๆก็ต้องเจอ เพราะเป็นหลักการเดียวกับInterest ของOrganic Reach ต่างกันแค่เปลี่ยนมาเป็นขึ้นโฆษณาแทน เช่นหากช่วงนั้นคุณติดตามและชอบกดดูคอนเท้นท์เกี่ยวกับลดน้ำหนัก ช่วงเวลานั้นคุณก็จะเจอเเต่โฆษณาผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเต็มไปหมด ซึ่งปัจจัยที่มองเห็นโฆษณามันขึ้นอยู่ที่เจ้าของแบรนด์ที่ยิงว่าเลือกกลุ่มเป้าหมายตรงกับคุณหรือไม่ โดยปัจจัยตามนี้ 
    .
    - ตำแหน่งที่ตั้งตรงกับที่คุณอยู่ เช่นเลือกจังหวัดหรือประเทศที่คุณอยู่
    .
    - ช่วงอายุตรงกับคุณ เช่นเค้าเลือก 20-40 คุณอยู่ในช่วงนี้พอดี
    .
    - ความสนใจ พฤติกรรม และข้อมูลประชากรตรงกับสิ่งที่คุณมี เช่นช่วงนั้นคุณสนใจเรื่องลดน้ำหนักชอบกดดูบ่อยๆ พฤติกรรมเค้าเซทเลือกคนใช้ระบบ IOS และคุณก็ใช้ไอโฟนพอดี ข้อมูลประชากรหากเค้าเลือกเป็นคนโสด หากคุณตรงกับเป้าที่เค้าเลือกพอดี คุณก็จะเห็นโฆษณานี้
    .
    และนี่ละคือการทำงานของ Facebook Ads Algorithms จะเห็นว่ามันเจ๋งมากๆในการชี้เป้าลูกค้าให้เราได้อย่างแม่นยำ
    .
    แต่ผมว่าคุณคงไม่แฮปปี้แน่ๆกับค่าโฆษณาที่แสนจะแพง
    .
    ซึ่งปัจจัยที่ทำให้โฆษณาแพงมีด้วยกัน 4ประเด็นคือ
    .
    1 คุณไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายคุณดีพอ คือการที่คุณไม่สามารถรู้ถึงConsumer insight ของสินค้าคุณได้อย่างถ่องแท้ ทำให้การเลือกกลุ่มเป้าหมายผิด เมื่อส่งโฆษณาไปยังกลุ่มที่เค้าไม่ได้สนใจในเรื่องนี้ ต่อให้คอนเท้นท์คุณดีเค้าก็เลื่อนผ่าน เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเค้า ไม่ได้มาช่วยอะไรเค้าได้ นี่จึงเป็นปัจจัยแรกที่ค่าโฆษณาทำไมถึงแพง ซึ่งเรื่องการสแกนถึงรากของConsumer insight ผมจะเขียนในบทความต่อๆไปรอติดตามได้เลย
    .
    2 ไม่มีสกิลและทักษะในการใช้ Facebook Ads ทำให้ตั้งค่ามั่วไปหมด ซึ่งจริงๆเรื่องพวกนี้ผมแนะนำให้ศึกษาเองได้เลยตามร้านหนังสือหรือคอร์สต่างๆก็มากมายเกลื่อนไปหมด เรื่องทักษะพวกนี้คือวิธีการ หาเรียนได้เลยเพราะใครสอนก็ได้ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ประเด็นสิ่งสำคัญสุดๆ มันอยู่ที่กลยุทธ์ที่ออกจากวิธีคิด นี่ละคือจุดชี้วัดความสำเร็จใครมีกลยุทธ์ที่เหนือกว่าจะชนะได้เสมอ ซึ่งหากใครอยากได้ทั้งวิธีการและวิธีคิดผมมีคอร์สสอนเช่นกัน มาเรียนรู้ด้วยการสอบถามเข้ามาได้เลย

    3 ไม่รู้หลักการทำงานของAds นั่นคือ Facebook Ads จะใช้วิธีประมูลแข่งราคากันเพื่อแย่งชิงในการขึ้นหน้าฟีด ยิ่งกลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือกเป็นMass มากเท่าไหร่ แน่นอนการแข่งขันยิ่งดุเดือดมากเท่านั้น นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมAds ถึงแพงขึ้น นั่นเพราะธุรกิจที่เกิดเพิ่มขึ้นในทุกวันมาลุมกันแย่งยิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับคุณนั่นเอง 
    .
    และนี่ละที่เป็นเหตุให้บางคนพลาด เพราะพยายามทำ A/B Testing แต่ดันไม่เข้าใจหลักการทำงานของAds ดันลุมยิงไปที่กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งนั่นเท่ากับว่าเป็นการเปิด Bid หรือแย่งกันประมูลกันเอง เพื่อแย่งกันโชว์หน้าฟีด สุดท้ายมาบ่นโฆษณาแพงขึ้น ซึ่งแน่นอนมันก็ต้องแพงขึ้นอยู่แล้วก็เล่นใช้ Ads ประมูลแข่งกันโชว์ จะไม่แพงขึ้นได้อย่างไร ฉะนั้นขอแค่คุณเข้าใจหลักการทำงานของ Adsได้ คุณก็สามารถวางกลยุทธ์ให้ Adsคุณอย่างคุ้มค่าและประหยัดขึ้นได้อย่างแน่นอน

    4 ข้อนี้สำคัญสุดๆ ประเด็นคือต่อให้คุณยิงAds เก่งและแม่นแค่ไหน ก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรเลยหากคุณนำเสนอคอนเท้นท์ไม่น่าสนใจโอกาสถูกเลื่อนผ่านจะสูงมาก ซึ่งปัจจัยถูกเลื่อนผ่านเกิดจาก รูปหรือปกคลิปไม่น่าสนใจ แคปชั่นไม่โดนใจ และเมื่อโฆษณาส่งไปมีแต่คนเลื่อนผ่าน มาร์คจะประมวลทันทีว่าAdsของคุณไม่มีคุณภาพ ต้องลดการเข้าถึงไม่เช่นนั้นส่งไปมากๆคนรำคาญแน่ๆ มาร์คจึงทำการลดReach และแน่นอน การลดReachลงแต่เงินไม่ได้ลดลงตาม ค่าโฆษณาจึงต้องจ่ายแพงอย่างมหาศาล เพราะต้องแบกต้นทุนกับการเข้าถึงที่ต่ำตมสุดๆ นี่จึงเป็นปัจจัยหลักๆเลยที่ทำไมค่าโฆษณาของคุณจึงแพง!!
    .
    เคล็ดลับที่ผมจะให้คือ การที่คุณยิงแม่นยังไม่พอคอนเท้นท์คุณก็ต้องสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย ด้วยการนำเสนอ ต้องคำนึงว่า "ลูกค้าจะได้อะไรจากAdsของคุณ ไม่ผิดถ้าคุณจะโพสต์ขายแบบฮาร์ดเซลล์ แต่การนำเสนอมันต้องตอบโจทย์ให้กลุ่มเป้าหมายคุณได้เท่านั้น ย้ำต้องตอบโจทย์ความต้องการได้เท่านั้น และสิ่งเหล่านี้ ต้องมีทักษะด้าน Content Marketing อย่างสูง
    .
    หากวันนี้คุณรู้สึกว่าReachโคตรต่ำตม คุณไม่ต้องโทษมาร์คว่าไม่ยุติธรรม เพราะมาตรฐานนี้ถูกใช้กับทุกๆเพจอย่างเท่าเทียม แต่สิ่งที่เป็นตัวการทำให้เกิดความสำเร็จและล้มเหลว เรื่องนี้ปัจจัยหลักทั้งหมด มาจากคอนเท้นท์ล้วนๆ และสิ่งที่ผมเสนอไปในบทความนี้ มันตอกย้ำได้ชัดเจนว่า "Content is King ตลอดกาล"
    .
    .
    หากคุณอยากเป็นเซียนคอนเท้นท์และเทพFacebook ads ผมมีคอร์สสอนครับ สนใจให้เม้นท์ใต้โพสต์ หรือสอบถามกันเข้ามาขอรายละเอียดได้เลย 
    .
    สอบถามกันเข้ามาได้เลยที่ข้อความเพจ 
    หรือ Line@ ID : @bizbuddy 
    .
    คุณได้อะไรจากเรื่องนี้เม้นท์แชร์กันหน่อย และอย่าลืมช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆด้วยนะครับ
    .
    เพื่อไม่ให้พลาดสิ่งดีๆอย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ
    .
    .
    เนื้อหาโดย AcTioN
    .
    www.bizbuddy2.com
    .
    Line@ ID : @bizbuddy
  • GET A FREE QUOTE NOW

    รับปรึกษาธุรกิจฟรี เพียงแค่คลิ๊กส่งข้อความ มาทาง Line@ ผมยินดีแนะนำทางออกเบื้องต้นให้ครับ












    ADDRESS

    Biz Buddy Bangkok Thailand

    EMAIL

    bizbuddy@hotmail.com
    bizbuddy80@gmail.com

    TELEPHONE

    02-379-1110
    +66 02379 1110

    MOBILE

    086-383-9152,
    +66 086 383 9152