Biz Buddy

I am a Business Development

My name is ACT

ผมขอเป็นส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงสังคม ให้เต็มไปด้วยคนคุณภาพ รักการพัฒนาตนเอง และทำธุรกิจอย่างมีความรู้ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า หากเรามาช่วยกันสร้างตนเองให้มั่นคง ประเทศก็จะพัฒนาตาม มาช่วยกันครับ

  • Biz Buddy Bangkok Thailand
  • 086-3839152
  • bizbuddy@hotmail.com
  • www.bizbuddy1.com
Me

My Professional Skills

ประสบการณ์ด้านธุรกิจออนไลน์มากว่า7ปี ทั้งธุรกิจส่วนตัวและที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ เป็นความรู้ที่สามารถถ่ายทอดมาใช้ได้จริงทั้งหมด

Online Marketing 92%
Web Development 64%
Business Development 82%
Content Marketing 95%

สร้างรากฐานให้ธุรกิจ

คุณจะสามารถสร้างรากฐานให้ธุรกิจ จากแก่นอย่างแท้จริง เพราะผมให้ความสำคัญมากกับการวางเสาเข็มเพราะสิ่งนี้จะเป็นความสำเร็จที่มั่นคงและยั่งยืน

ปั้นแบรนด์ให้เป็นดาว

ด้วยประสบการณ์ ของผมและทีมงานกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และระดับประเทศ จะช่วยปั้นแบรนด์คุณให้โด่งดังให้ใครๆก็จดจำได้

เซียนออนไลน์

ด้วยประสบการณ์ตรงมา7ปี ผมจะมาถ่ายทอดให้คุณจนกลายเป็นเซียนของการตลาดออนไลน์ ชนิดที่ไม่ต้องกลัวใครอีกต่อไป

ย่นเวลาได้หลายปี

คุณไม่ต้องลองผิดลองถูก งมหาความสำเร็จด้วยตัวเอง ผมจะทำให้ธุรกิจคุณติดจรวดลัดเวลาได้หลายปี โดยไม่ต้องค้นหาวิธีการเอง

มีวิชั่นที่กว้างไกล

ทุกเนื้อหาของผมจะ ไม่สอนให้จำแต่จะสอนให้คิดเป็นและเข้าใจแบบแท้จริง และจะทำให้คุณเป็นคนมองทุกอย่างเผื่ออนาคตเสมอ

ปั้นจนกว่าคุณจะเป็น

เป้าหมายผมชัดว่าทุกคน ต้องนำไปใช้ได้จริง ผมจึงพร้อมจะบริการปรึกษาให้จนกว่าคุณจะเป็นและนำไปใช้ได้จริงๆ เราจะต้องเติบโตไปด้วยกัน

0
days of Online’s experience
0
Course Online
0
Facebook Like
0
Videos View
  • คุณเข้าใจแบรนด์อย่างลึกซึ้งแล้วหรือยัง


    บทความนี้จะทำให้คุณเข้าใจความหมายของแบรนด์ได้อย่างถ่องแท้

    ถ้าวันนี้คุณยังไม่เคลียร์คำว่า"แบรนด์" ต้องบอกเลยว่าหนทางข้างหน้ามืดมน เพราะการที่คุณอยากทำอะไรสำเร็จคุณต้องกระจ่างแจ้งในเรื่องนั้นอย่างแท้จริงก่อน ผมจึงให้ความสำคัญกับวิธีคิดมากกว่าวิธีการเสมอ
    .
    หลายคนเข้าใจความหมายของแบรนด์แบบผิดๆ บางคนคิดว่าตนมีแบรนด์แล้วเพราะมีโลโก้แล้ว มียี่ห้อเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นก่อนอื่นผมจะให้คุณได้รู้ก่อนว่าสรุปคุณมีแบรนด์แล้วหรือยัง?
    .
    ซึ่งสิ่งที่จะชี้ว่าคุณมีแบรนด์แล้วหรือยัง สิ่งที่ใช้วัดผลคือ แบรนด์คุณต้องตอบโจทย์ เป้าหมายของการสร้างแบรนด์(Branding) ให้ได้ และ เป้าสำคัญของการสร้างแบรนด์ นั่นคือ
    .
    "เพื่อต้องการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน" จบ!! 
    .
    จบจริงๆ เพราะเป้าสูงสุดมันมีแค่นี้จริงๆ คุณลองคิดดูว่าจริงไหม เพราะหากใครทำให้ลูกค้าคิดถึงแบรนด์นั้นๆได้ก่อน โอกาสชนะคู่แข่งก็ลอยลำทันที เพราะได้ปิดทางเลือกอื่นๆเรียบร้อยไปแล้ว
    .
    เป็นไงละ ลองมาย้อนดูแบรนด์คุณสิว่าคุณมีแบรนด์แล้วหรือยัง ต้องบอกว่าตราบใดคุณไม่ได้อยู่ในช้อยท์ตัวเลือกแรกๆของลูกค้า นั้นแสดงว่าคุณยังไม่มีแบรนด์ !! 
    .
    ฉะนั้นต่อให้โลโก้คุณสวยระดับเทพ ก็ไร้ค่าถ้าสุดท้ายไม่มีใครจำแบรนด์คุณได้ ก็เท่ากับคุณยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้เลย แบรนด์จึงกลายเป็นเพียงโลโก้ที่ไร้ความหมาย
    .
    แต่คุณไม่ต้องตกใจไป เพราะผมจะบอกว่าแบรนด์ดังที่คุณเห็นๆ ก่อนมาถึงจุดนี้ได้ จุดเกิดล้วนมาจากคำว่า โนเนมเหมือนแบรนด์คุณทั้งสิ้น แต่ด้วยกลยุทธ์และเทคนิคต่างๆจึงทำให้แบรนด์เหล่านั้นถูกตราตรึงในหัวใจผู้บริโภคได้ในที่สุด 
    .
    แต่ต่อให้มีกลยุทธ์สุดยอดก็ไร้ค่าถ้าสุดท้ายแบรนด์หรือสินค้าคุณไม่สามารถตอบโจทย์การให้คุณค่าแท้จริงกับลูกค้าได้ คือ จบ!! 
    .
    ฉะนั้นการสร้างแบรนด์ไม่ได้หมายถึงทำสินค้าก่อนแล้วค่อยหาทางมาสร้างแบรนด์ภายหลัง เพราะขืนถ้าสินค้าคุณไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ฟันธงได้เลยโคตรกลยุทธ์ก็เอาไม่อยู่ รอวันเจ๊งได้เลย ผมไม่ได้พูดขู่แต่พูดจริงๆ เพราะตราบใดที่คุณติดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อๆไปจะผิดหมดและสุดท้ายจะต้องพังลงแน่นอน 
    .
    ซึ่งการสร้างแบรนด์มันต้องเริ่มมาจากฐานรากเมื่อฐานแน่นก็ไม่มีวันล้ม
    .
    การสร้างแบรนด์ที่สมบูรณ์จึงต้องผ่าน3ขั้นตอน ที่เรียกว่า RSC
    .
    .
    R= Research วิจัย 
    .
    ขั้นตอนนี้คือจุดเริ่มซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพราะนี่คือจุดชี้ขาด ของสิ่งที่ต้องตามมานั่นคือการทำ Brand Research และ Product Research เพื่อค้นหาตัวตนของแบรนด์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าให้เจอ และเมื่อเจอก็จะสามารถกำหนดให้เป็น Brand DNA ที่มีรูปแบบเฉพาะแค่แบรนด์คุณเท่านั้นขึ้นมาได้
    .
    ซึ่งความเฉพาะที่โดดเด่นใน Brand DNA คุณต้องผ่านการ Research มาแล้วว่า เป็นสิ่งที่สามารถสร้างความสนใจให้ผู้คนได้ เช่นเดียวกับสินค้าต้องตอบโจทย์ความต้องการของคนได้เท่านั้น ฉะนั้นคุณต้องหากลุ่มเป้าเฉพาะของแบรนด์และสินค้าคุณให้เจอ(Brand Targeting)
    .
    โดยการทำ ฺBrand Research จะต้องทำควบคู่ไปกับ Product Research ไปพร้อมๆกัน จะได้พัฒนาและวางรูปแบบให้สอดคล้องซึ่งกันและกันได้ 
    .
    .
    S= Strategy กลยุทธ์
    .
    เมื่อคุณได้สินค้าและรูปแบบแบรนด์ที่ผ่านการวิจัยจนมั่นใจว่าสำเร็จได้แน่นอน ต่อมาก็เข้าสู่ขั้นตอนการวางกลยุทธ์แบรนด์ (ฺBrand Strategy) ด้วยการวางตำแหน่งแบรนด์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้ามาย (ฺBrand Positioning) ต้องมีการกำหนดVision และ Mission เพื่อกำหนดทิศทางที่ชัดเจน โดยวิชั่นและมิชชั่นทั้งหมดต้องตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของการสร้างแบรนด์ (Brand Purpose)
    .
    C= Creative การสร้างสรรค์
    .
    คือการออกแบบภาพจำให้แบรนด์ พูดง่ายๆ ก็เหมือนการเอาแบรนด์มาแต่งตัวนั่นเอง เช่น ต้องมี การออกแบบ Brand Character และมีกลยุทธ์ในการกำหนดBrand Identity หรืออัตลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ที่ใครเห็นก็ต้องจดจำได้ ด้วยการกำหนดธีมของแบรนด์ ออกแบบโลโก้ กำหนดโทนสีและอักษรของสื่อ ของเว็บ ของเพจให้สอดคล้องกันทั้งหมด หรือการสร้างTaglineให้โดนใจและจำง่าย หรือมีการกำหนดBrand Archetype เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ เป็นต้น 
    .
    โดยสิ่งที่ทำทั้งหมดนี้เพื่อเป้าหมายแห่งความเป็นตัวตนของแบรนด์ ที่มีเอกลักษณ์และภาพจำที่ชัดเจน 
    .
    .
    และนี่คือกระบวนการการสร้างแบรนด์ที่เรียกว่า RSC
    .
    .
    สรุปว่า การสร้างแบรนด์ไม่ใช่แค่สร้างโลโก้สร้างยี่ห้อ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ส่วนประกอบของแบรนด์เท่านั้น เพราะการสร้างแบรนด์ที่ครบทุกมิติต้องผ่านกระบวนการ RSC มาแล้วเท่านั้น แต่ที่ต้องแนะนำเพิ่ม คือ ต่อให้คุณมีการวางกลยุทธ์แบรนด์ได้อย่างดีในทุกกระบวนการ ก็ยังเรียกว่าคุณยังไม่มีแบรนด์
    .
    เพราะตราบใดที่ชื่อแบรนด์คุณยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้
    แสดงว่าคุณสร้างแบรนด์ไม่สำเร็จ หรือเรียกว่าไม่มีแบรนด์ก็ไม่ผิด และจุดที่จะทำให้สำเร็จขึ้นอยู่กับความแข่งแกร่งด้านกลยุทธ์ทาง Marketing ซึ่งMarketing เป็นตัวทำให้เกิดการรับรู้แบรนด์ Brand Awareness ฉะนั้นคุณต้องทำไงก็ได้ให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของคุณอย่างโดนใจที่สุด ซึ่งการทำให้โดนใจต้องอาศัยกลยุทธ์Content Marketing ในการสื่อสารออกไป
    .
    และถ้าหากคุณทำให้เป้าหมายสนใจในแบรนด์คุณได้จากคอนเท้นท์ที่สื่อ คุณก็จะได้ยอดขาย และถ้าลูกค้าซื้อไปแล้วดีจริง ลูกค้าก็จะซื้อซ้ำและบอกต่อเรื่อยๆ(Word-of-mouth) ซึ่งพลังการบอกต่อคือพลังทวีความรุนแรงที่มีอิทธิพลมากที่สุด ต่อผู้ที่ได้รับสาร ทำให้เกิดความเชื่อและซื้อตาม เพราะคนจะเชื่อคนด้วยกันไม่เชื่อแบรนด์ ถ้าคุณทำได้แบรนด์ของคุณก็จะแข็งแกร่งเป็นแบรนด์ชั้นนำได้อย่างแน่นอน
    .
    แต่กลับกันหากสินค้าคุณใช้แล้วห่วยไม่ดีอย่างโฆษณา Word-of-mouth ก็จะทำลายให้แบรนด์คุณพังลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ฉะนั้นผมถึงบอกคุณว่าต้องให้ความสำคัญกับ RSC อย่างมาก เพราะถ้าคุณผ่าน RSC มาได้ แสดงว่าสินค้าคุณต้องไม่กากและคงเป็นที่ต้องการอยู่แล้ว 
    .
    และเมื่อคุณหมั่นปั้นแบรนด์ จนแบรนด์คุณสามารถนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค ด้วยการที่หากใครคิดถึงเรื่องนั้นๆ ต้องคิดถึงแบรนด์คุณโผล่ขึ้นมาเป็น 1ในตัวเลือกได้เมื่อไหร่ แสดงว่า ณ จุดนี้ "คุณมีแบรนด์แล้ว" เพราะ ณ ตอนนี้คุณ ได้สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอื่นๆที่ลูกค้าไม่ได้นึกถึงได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว "และนี่ละที่เรียกว่าการมีแบรนด์" อย่างแท้ทรู
    .
    ขอฝากไว้ว่า คุณไม่ต้องกลัวว่าการสร้างแบรนด์ยาก หากสินค้าคุณเจ๋งจริง เป็นที่ต้องการจริง ที่เหลือขอแค่ได้เรียนรู้ คุณก็สามารถเป็นแบรนด์ชั้นนำในวงการได้อย่างแน่นอนเช่นกัน ยุคนี้ไม่ได้ยากเกินไปตราบใดที่มีเครื่องมือออนไลน์ในมือ คุณแข่งได้แน่นอน 
    .
    ซึ่งกลยุทธ์และเทคนิคผมจะมีบอกเรื่อยๆในบทความต่อๆไป รอติดตามได้ หรือหากอยากเจาะลึกถึงแก่น แบบครบทุกมิติ ผมมีคอร์สเปิดสอนซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องแบรนด์แต่เป็นความรู้ในการทำธุรกิจ ที่อัดแน่นแบบรอบตัว หากเรียนสำเร็จ คุณจะเป็นเซียนธุรกิจได้ทันที มีให้เลือก 2คอร์ส ทั้งผู้ที่เริ่มธุรกิจ และ ผู้ที่มีธุรกิจเรียบร้อยแล้ว และที่กำลังเปิดรับตอนนี้คือ คอร์สคอนเท้นท์ 360องศา ใครสนใจในรายละเอียด สอบถามกันเข้ามาได้เลยครับที่
    .
    Line : @bizbuddy
    .
    หรือคลิ๊กลิ้งค์นี้ 
    https://line.me/R/ti/p/%40rqf2592i
    .
    .
    เพื่อไม่ให้พลาดสิ่งดีๆอย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ
    .
    คุณได้อะไรจากเรื่องนี้เม้นท์แชร์กันหน่อย และอย่าลืมช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆด้วยนะครับ
    .
    .
    เนื้อหาโดย AcTioN
    .
    www.bizbuddy2.com
    .
    ติดตามอัพเดทบทความได้ที่ Line ID : @bizbuddy
    .
    https://goo.gl/zOKRVt << กด@ Line ที่นี่!
  • ทุกธุรกิจสำเร็จได้ด้วยศาสตร์แห่งพระราชา (ตอนที่2)


    ทุกธุรกิจสำเร็จได้ด้วย"ศาสตร์แห่งพระราชา" (ตอนที่2)
    .
    THE KING'S PHILOSOPHY (For Business Model Mix)
    .
    การที่ประเทศจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ต้องพัฒนาจากรากฐานเสาเข็มของแผ่นดิน นั่นหมายถึง การพัฒนาที่ตัวประชากรให้มีคุณภาพ สิ่งนี้พระราชาองค์ภูมิพลของพวกเรา พระองค์ทรงพยายามวางรากฐานไว้มานานแสนนานนับ70ปี
    .
    ฉะนั้นการเดินตามรอยเท้าพ่อที่ดีที่สุด คือพวกเราต้องสร้างตนให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากประชากรในประเทศพร้อมใจกันสร้างตนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศก็จะพัฒนาได้เองอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดั่งพระบรมราโชวาทของพระองค์
    .
    ''...แต่ละคนก็มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติงานของตน ที่เรียกว่าอาชีพของตน ถ้าทำดีก็เป็นประโยชน์แก่ตัวเอง และถ้ากิจการที่ทำ มีความเจริญในทางที่ดีที่ชอบ ก็จะทำให้ส่วนรวมของชาติบ้านเมือง มีความก้าวหน้าตามไปด้วย...''
    .
    พระบรมราโชวาท ณวันที่ 4 ธันวาคม 2518
    .
    ฉะนั้นถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราจะต้องเร่งสร้างตนเองให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพให้ได้ เพราะนอกจากประโยชน์ได้กับตนแล้ว ยังเปรียบเหมือนกับการได้ตอบแทนคุณแผ่นดิน และเป็นการเดินตามคำสอนของพ่ออย่างแท้จริง และนี่คือสิ่งที่พวกเราสามารถทำตามคำสอนพ่อได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด
    .
    และสิ่งที่จะทำให้คนพัฒนาได้ ต้องเกิดจากการศึกษาเรียนรู้ ดั่งพระบรมราโชวาทของพระองค์
    .
    "...การทำอาชีพด้วยความรู้ความสามารถด้วย ความตั้งใจและเอาใจใส่ศึกษานั้น เป็นการ พัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพสูงขึ้นโดยแท้ และ บุคคลที่มีคุณภาพอันพัฒนาแล้วย่อมสามารถ จะพัฒนางานส่วนรวมของชาติ ให้เจริญก้าวหน้าได้ดังประสงค์...''
    .
    พระบรมราโชวาท ณวันที่ 8 กรกฎาคม 2530
    .
    ฉะนั้น ผมในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งที่พอมีความรู้ด้านวิชาการทางธุรกิจ จึงขออาสาเป็นส่วนนึงในการสานต่อพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ที่ต้องการให้ประชาชนได้ตื่นรู้ในการพัฒนาตนเอง ผมจึงขอนำความรู้ที่มี นำมาเผยแพร่ ด้วยการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการนำมาบริหารธุรกิจ
    .
    เพื่อให้เหล่าบรรดา SME และผู้คิดจะเริ่มธุรกิจใหม่ ได้มีความรู้ในการประกอบกิจการ จนสามารถสร้างธุรกิจของตนให้มั่นคง เพื่อได้สานต่อสิ่งที่พ่อทรงต้องการ นั่นคือสร้างประชาชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป
    .
    จากที่ผมได้ศึกษาศาสตร์พระราชาอย่างถี่ถ้วนมานาน ทำให้ได้รู้ว่าหลักการของศาสตร์พระราชา แนวคิดทั้งหมดมาจากหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาทั้งสิ้น ผมจึงขออนุญาติผสมผสาน 3หลักทฤษฎีเข้าด้วยกัน คือทฤษฎีของพ่อ ทฤษฎีของพุทธศาสนา และทฤษฎีธุรกิจปัจจุบัน
    .
    และเพื่อให้ก่อเกิดเป็นการประยุกต์ใช้ตามหลักคำสอนของพ่อ ที่สอนเรื่อง "อย่ายึดติดตำรา" หรือต้องคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับหลักสอนของพระพุทธเจ้า "อัตถปฏิสัมภิทา" หรือปัญญาแตกฉานในอรรถ คือให้หัดประยุกต์การนำเสนอเพื่อให้ทันยุค ทันสมัยนิยมอยู่เสมอ โมเดลธุรกิจนี้ผมจึงได้ทำให้มันก่อเกิดขึ้นมา
    .
    ซึ่งก่อนเริ่มการทำธุรกิจพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนไว้ว่า นักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานอยู่ 3ประการ หรือเรียกว่า ทุติยปาปณิกสูตร อันได้แก่
    .
    ๑) จักขุมา (Conceptual Skill) ต้องมีทักษะในการใช้ความคิด หมายถึง มีปัญญามองการณ์ไกล โดยการก่อเกิดจักขุมาได้ จะต้องมีปัญญามองไปที่เหตุแห่งความสำเร็จ 3ประการ อันได้แก่ ต้องรู้ตน ต้องรู้คน และต้องรู้งาน
    .
    นั่นหมายถึง ต้องรู้ว่าธุรกิจของตนมีจุดดีจุดเด่น จุดขายและจุดอ่อนอะไร นี่คือ ("รู้ตน")
    .
    ต้องรู้เทรนด์ของตลาดว่าโอกาสสินค้าประเภทไหนที่คาดว่าจะเติบโตและแก้ปัญหาให้ผู้คนจำนวนมากได้ นี่คือ ("รู้คน")
    .
    และต้องรู้ว่าบริหารวางแผนงานการนำเสนอแบบไหนที่ตรงใจผู้คนและเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องการ และนี่คือ ("รู้งาน")
    .
    ๒) วิธูโร (Technical Skill) ต้องมีทักษะด้านเทคนิค หมายถึง นอกจากความรู้ในธุรกิจเฉพาะที่จำเป็นต้องมีอยู่แล้ว สำคัญยังต้องสามารถรู้หลักบริหารจัดการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วย นั่นคือ ต้องมีความรู้หลักการตลาด รู้หลักของการสร้างแบรนด์ รู้หลักการขาย และต้องรู้หลักการบริหารจัดการธุรกิจได้เป็นอย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้ที่ต้องใช้ในการขับเคลื่อนแบรนด์ให้ไปสู่ความสำเร็จ ฉะนั้นหากไม่มีก็ต้องพัฒนาเรียนรู้เพื่อเติมเต็มอยู่เสมอ
    .
    ๓) นิสสยสัมปันโน (Human Relation Skill) ต้องมีทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์ คือการสร้างคอนเนคชั่นกับคู่ค้า คู่สัญญาหรือคู่ธุรกิจ หรือสามารถหาลู่ทางการต่อยอดธุรกิจด้วยการสานสัมพันธ์เพื่อช่วยกันผลักดันซึ่งกันและกัน ซึ่งหากส่วนไหนไม่ถนัดต้องมีการจ้างเอเจนซี่ จ้างที่ปรึกษาทางธุรกิจ มาช่วยประคองเพื่อให้ธุรกิจสามารถเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น มนุษย์เป็นสัตว์สังคม คุณไม่สามารถสำเร็จขั้นสูงสุดได้หากสู้ด้วยตัวคนเดียว คอนเนคชั่นจึงจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจ
    .
    และนี่คือคุณลักษณะพื้นฐานทั้งสามประการที่นักธุรกิจต้องพึงมีทุกคน
    .
    ต่อไป คุณรู้กฏข้อนี้ดีว่า "การลงทุนทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยง" อันนี้คือจริงแท้แน่นอน แต่คุณจะมีโอกาสเสี่ยงน้อยลงมาก หากคุณทำธุรกิจโดยยึดหลักของ3ร. อันได้แก่ "รอบรู้ รอบคอบ และระวัง" ด้วยหลักการนี้จึงได้ก่อเกิดเป็น ศาสตร์พระราชาโมเดล ซึ่งเปรียบเป็นแผนที่ในการวางแผนธุรกิจให้กับคุณ
    .
    ซึ่งในการดำเนินธุรกิจ คุณจะต้องคำนึงถึง3กรอบ(3ห่วง)หลักไว้เสมอ ซึ่งทั้ง3กรอบนี้ถูกคิดค้นโดยพระราชาพระนามว่า"องค์ภูมิพล" ที่ทรงแตกฉานเป็นอย่างดีว่าหากมีทั้ง3สิ่งนี้เข้าควบคุม โอกาสที่ชีวิตกิจการหรือธุรกิจจะล้มเหลวก็ย่อมน้อยลงเป็นทวีคูณ ซึ่งบทความตอนที่2นี้ ผมจะทำให้คุณเข้าใจภาพรวมใหญ่ใน3กรอบก่อนแล้วค่อยมาเจาะลึกรายละเอียดโมเดลธุรกิจในภายหลังในตอนต่อๆไป
    .
    หลักการของทฤษฎี ทั้ง3กรอบจะต้องเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน กรอบแรกได้แก่กรอบประมาณตน (Research) คือการวิเคราะห์วิจัยจนมั่นใจว่าจะต้องเกิดเป็นผลขึ้นมาได้แน่นอน ซึ่งผลที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นเรียกว่า "Vision"
    และการที่จะทำให้ผลหรือ สิ่งที่คาดหวังที่เรียกว่าVisionสำเร็จได้นั้น คุณต้องหาเหตุที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้นขึ้นมา และเหตุที่จะทำให้ก่อเกิดผลขึ้นมาได้ นั่นคือต้องมี "Mission" หรือพันธกิจที่ต้องทำ ซึ่งอยู่ในกรอบที่2 ที่เรียกว่ากรอบของเหตุและผล (Process)
    และเพื่อให้ Vision & Mission สำเร็จได้ตามเป้า จะต้องอาศัยกรอบที่3เข้าควบคุมซึ่งได้แก่ กรอบการสร้างภูมิคุ้มกัน (Risk Management) เครื่องมือบริหารความเสี่ยง อันได้แก่การเตรียมแผนสำรอง แผนฉุกเฉิน ไว้พร้อมรับมือในอนาคต เพื่อคอยประคองให้ธุรกิจสามารถสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
    และนี่ละคือศาสตร์แห่งพระราชา ที่ไม่ว่าธุรกิจไหนนำไปใช้เป็น "Business Model" จะต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอน
    Start>>Research>>Vision>>Mission>>Process>>Risk Management>>Success
    .
    คราวนี้ผมจะให้คุณทำความรู้จักกับกรอบแรกกันว่า มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไรบ้าง
    .
    ๑. กรอบการประมาณตน (Research)
    .
    สิ่งนี้เปรียบเหมือนการหาเมล็ดพันธ์แห่งธุรกิจ หากเลือกเมล็ดพันธ์ที่ไม่ดี ก็เหมือนการติดกระดุมเม็ดแรกผิด ซึ่งแน่นอนว่าเม็ดต่อๆไปก็จะติดผิดตามๆกันไปทั้งหมด
    .
    ถ้าตอนนี้คุณคิดอยากจะหาสินค้าที่คุณอยากขาย แต่ไม่ได้มองถึงความต้องการที่แท้จริงว่าผลิตออกมาแล้วจะมีผู้ต้องการหรือไม่ ผมบอกได้เลยว่าต่อให้คุณมีเทคนิคกลยุทธ์การตลาดขั้นเทพแค่ไหน แต่หากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้ก็เตรียมรับความล้มเหลวได้เลย
    .
    การประมาณตนจึงไม่ใช่มองแค่ตน แต่ให้มองถึงผู้ที่มองมายังตนด้วยเสมอ ฉะนั้นคุณต้องใช้กลยุทธ์3รู้ ที่อยู่ใน"จักขุมา" คือการมองด้วยปัญญาไปที่เหตุแห่งความสำเร็จ 3ประการ นั่นคือ
    .
    "มองมายังตน มองมายังคน และมองมายังงาน"
    .
    หรือที่เรียกว่า รู้ตน รู้คน และรู้งาน นั่นเอง ซึ่งหากคุณมีสินค้าอยู่แล้ว จุดเริ่มคุณต้อง"รู้จักตน" ต้องประมาณตนให้ได้ว่าสินค้าและบริการของคุณมีข้อดี ข้อเด่น ข้อแตกต่างอะไร
    .
    จากนั้นจึงค่อยไป"รู้คน" นั้นคือข้อดีข้อเด่นที่มี สามารถค้นหากลุ่มเป้าหมายที่เค้าต้องการได้หรือไม่ ถ้าไม่มีหรือมีไม่มากพอต้องค้นหา และต้องปรับปรุงพัฒนาสินค้า จนกว่ามันจะกระตุ้นให้ผู้บริโภคก่อเกิดความอยากได้อยากมีในตัวสินค้าของคุณขึ้นมาให้ได้
    .
    และเมื่อสามารถพัฒนาสินค้าและค้นเจอกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแล้ว จึงค่อยมา"รู้งาน" นั่นคือการสร้างกระบวนการเพื่อให้บรรลุผล ซึ่งอยู่ในกรอบของเหตุและผล คือต้องรู้ว่าต้องใช้วิธีการอะไรบ้างที่จะส่งผลไปสู่ความสำเร็จ เช่นต้องใช้แพลทฟอร์มไหนที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย ต้องใช้สกิลการตลาดอะไรเพิ่ม และต้องมีทักษะด้านใดบ้าง จึงจะสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวัง สิ่งนี้ละเรียกว่า "รู้งาน"
    .
    ซึ่งโมเดล3รู้นี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนหลักการนี้ไว้เมื่อ2500กว่าปีมาแล้ว
    .
    แต่หากคุณเป็นมือใหม่ที่พึ่งคิดจะทำธุรกิจ คุณต้อง
    .
    " รู้คน รู้ตน และรู้งาน "
    .
    ผมเรียงไม่ผิด เพราะผมให้คะแนนความสำคัญสุดคือการ "รู้คน" เพราะแบรนด์หรือนักธุรกิจที่สำเร็จระดับโลก ต้องเริ่มมาจาก "รู้คน" ก่อนเสมอ...เพราะ!!
    .
    "ธุรกิจเป็นเรื่องของ>>คนกับคน<<
    ฉะนั้นหากคุณครองใจ>>คน<<ได้
    ธุรกิจคุณก็จะสำเร็จ"
    .
    นี่คือสมการความสำเร็จของธุรกิจ คือต้องรู้ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ว่าเค้ามีปัญหาหรือความต้องการอะไร แล้วจึงค่อย มา"รู้ตน" ด้วยการออกแบบตน(แบรนด์)ให้เหมาะกับคน(กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย) เพื่อครองใจคนให้ได้
    .
    ผมรู้หลายคนอาจคิดค้านว่าต้องรู้ตนก่อนสิ ต้องรู้ว่าตนถนัดอะไรชอบอะไรก่อนต่างหาก เพราะคนเราต้องทำงานกับสิ่งที่ตนรักและถนัดต้องมี Passion(ความรักในสิ่งที่ทำ)จึงจะมีโอกาสสำเร็จได้
    .
    ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็ไม่ผิด
    .
    แต่!! ผมขอให้ไมด์เซ็ทชิ้นใหม่แก่คุณ โดยคุณไม่ต้องมาเชื่อสิ่งที่ผมบอก แต่จงพิจารณาวิเคราะห์ด้วยตนเองว่ามันจริงหรือไม่
    .
    นั่นคือ ก่อนอื่น คุณต้องพิจารณาก่อนเสมอว่าสิ่งที่คุณชอบสิ่งที่คุณถนัดหรือรัก มันมีคนต้องการหรือไม่ จำนวนเท่าไหร่มากพอไหม การแข่งขันเป็นอย่างไร โอกาสเป็นอย่างไร ซึ่งหากพิจารณาแล้วไม่เห็นหนทางหรือริบหรี่ คุณจะทำสิ่งที่"รู้ตน"ไปเพื่ออะไร!!
    .
    ในเมื่อรู้อยู่แล้วดันทุรังไปก็ยากจะสำเร็จ ซึ่งแน่นอน การเพียรพยายามสู้นะดี แต่!! "ต้องถูกที่ และถูกเวลาเท่านั้น" จึงจะเรียกว่าเป็นคนมีสติและปัญญา
    .
    ฉะนั้น ขอให้จำไว้ว่า "การทำธุรกิจที่ชอบต้องตอบโจทย์ชีวิตที่ใช่!! ให้คุณได้เท่านั้น" จึงเป็นสิ่งที่ยั่งยืน ลองคิดดูหากคุณทำธุรกิจที่ชอบแต่สุดท้ายมันไม่สามารถตอบโจทย์ชีวิตที่ใช่ให้คุณได้ มันจะยั่งยืนได้อย่างไร ในเมื่อเจ๊งแล้วเจ๊งอีก สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกในสักวันอย่างแน่นอน ฉะนั้น
    .
    "จงทำสิ่งที่ใช่ก่อนสิ่งที่ชอบเสมอ เพราะเมื่อสร้างชีวิตอยู่ในจุดที่ใช่ได้แล้ว เมื่อนั้น คุณจะสร้างสิ่งที่ชอบแค่ไหนก็ได้ตามแต่ใจปรารถนา"
    .
    ซึ่งธุรกิจที่ใช่ ต้องเกิดจากการ"รู้คน" นั่นหมายถึง คุณต้องรู้ว่าคุณค่าสิ่งไหนที่คนต้องการ เมื่อรู้ก็ให้สร้างสิ่งนั้นให้แก่ผู้คน ซึ่งจุดสำเร็จที่สำคัญ คือธุรกิจคุณต้องมอบคุณค่าให้กับผู้คนจนมากพอ เพราะเมื่อมากพอ สุดท้ายผู้คนก็จะยอมแลกเปลี่ยนด้วยเงินคืนกลับมาเองโดยอัตโนมัติ และนี่ละคือกฏแห่งการตอบแทน ถ้าอีกฝ่ายได้รับคุณค่าจนมากพอเมื่อไหร่ เค้าก็พร้อมจะตอบแทนคุณเองเสมอโดยธรรมชาติ
    .
    ฉะนั้นไมด์เซ็ทที่ผมจะให้คุณคือ
    .
    "จงเป็นผู้ให้มากกว่ารับ แล้วจะได้รับมากกว่าให้"
    .
    ดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า "สังคหวัตถุ 4"
    .
    สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจผู้อื่น เป็นหลักการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่
    .
    1. ทาน คือ การให้ การแบ่งปันเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น ไม่เป็นคนเห็นแก่ได้ฝ่ายเดียว
    .
    นั่นคือ การสร้างธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ต้องนึกถึงคุณประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจริงๆ โดยมองว่าจะช่วยทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้นได้อย่างไร และสินค้าจะมาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้บริโภคได้
    .
    2. ปิยวาจา คือ การพูดจาสื่อสารด้วยความจริงใจ พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นเท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่เพ้อเจ้อ
    .
    นั่นคือ การนำเสนอContent อย่างจริงใจ ไม่หมกเม็ด ไม่หลอกลวงให้หลงเชื่อ และต้องนำเสนอContent ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้รับด้วย ไม่ใช่คิดแต่จะขายเพียงอย่างเดียว
    .
    3. อัตถจริยา คือ การประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ทั้งตนเอง และผู้อื่น รู้จักการเสียสละในการบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์
    .
    นั่นคือ การสร้างตนธุรกิจองค์กร ที่เป็นประโยชน์แก่สังคม ช่วยส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรม ส่งเสริมให้ผู้อื่นได้รับสิ่งที่ดี เป็นส่วนนึงในการเผยแพร่การคิดดี ทำดี แก่สังคม และประเทศชาติ อาจด้วยเป็นการจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคม หรือการนำเสนอContent ที่ช่วยส่งเสริมคุณงามความดี
    .
    4. สมานัตตา คือ การเป็นผู้มีความประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย
    .
    ซึ่งคุณธรรมข้อนี้จะช่วยให้เราเป็นคนมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ มีความจริงใจมั่นคงในการเสียสละ ยึดมั่นในสิ่งดีงามที่มอบให้ผู้คนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
    .
    และนี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ให้เรารู้จัก "การให้มากกว่าการรับ" สอนให้เราได้รู้จัก "การเสียสละเพื่อผู้อื่น" และพ่อก็สอนคุณธรรมเหล่านี้ให้พวกเราเสมอมาเช่นกัน จะเห็นว่าคำสอนเหล่านี้ ทรงสอนให้ "มองคนมากกว่าตนเสมอ"
    .
    ฉะนั้น จงอย่ายึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ต้องยึดถึงคุณค่าที่คุณจะส่งมอบให้โลกนี้ ว่าจะมอบอะไรให้โลกให้ประเทศให้สังคมและผู้คน เพื่อจะแก้ปัญหาให้เค้า เพื่อทำให้ชีวิตเค้าดีขึ้น และเมื่อค้นเจอ ก็จง "สร้างมันขึ้นมา"
    .
    ยกตัวอย่าง ผมไม่เคยสนใจตนเลยว่าผมจะถนัดอะไร ชอบอะไร อยากทำอะไร เพราะทุกๆการกระทำ ผมคิดมุ่งเป้าไปที่คนและประเทศก่อนตัวเองเสมอ แล้วจึงสร้างตนขึ้นมาให้เหมาะโดยวิเคราะห์ว่าทำแล้วคนจะได้ประโยชน์และคุณค่าอะไร ประเทศจะได้อะไร และสิ่งไหนที่จะช่วยคนได้ หรือสิ่งไหนที่คนต้องการ
    .
    ซึ่งหากรู้ว่าคนและสังคมต้องการอะไร "ก็ให้สร้างมันขึ้นมา" และเมื่อผมให้เค้าจนมากพอ วันนึงเค้าก็จะเห็นคุณค่าในตัวผมขึ้นมาเอง
    .
    ซึ่งแม้แต่ Passion(ความรักในสิ่งที่ทำ) คุณเองก็สามารถสร้างมันขึ้นมาได้เช่นกัน คุณอาจเคยได้ยินบ่อยๆจากกูรูทางด้านจิตวิทยาหรือ NLP ว่าให้ค้นหาPassionของตัวเองให้เจอ และทำตามPassion ชีวิตจะสำเร็จ ซึ่งใครเจอ Passion และได้ทำตามPassion ถือว่าโชคดี แต่สำหรับวิถีทางของผม จริงๆแล้วคุณไม่ต้องค้นหาตัวตนเลย แต่คุณแค่สร้างมันขึ้นมา โดยการสร้างVision เพื่อหาความต้องการของคน แล้วค่อยมาเปลี่ยนจากVision ให้เป็น Passion !!
    .
    เพราะถ้าวันนี้คุณยังยึดติดกับสิ่งที่มีในตัวตนมัวค้นหาแต่ตัวตน คุณก็จะไม่มีทางยกระดับคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นกว่าเดิมได้อย่างแน่นอน อย่าลืม ว่าโลกใบนี้มันมีอะไรให้คุณค้นหาได้อีกมากมาย ฉะนั้นจงเปิดกะลาออกมาสู่โลกกว้าง "อย่าโฟกัสที่ตัวตน แต่ให้โฟกัสที่ตัวคน และสิ่งที่โลกต้องการ" เพราะในความเป็นจริง "โลกไม่มีวันปรับตัวเข้าหาคุณ แต่ต้องเป็นคุณที่ต้องปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน"
    .
    ฉะนั้นหากอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นคุณจะต้องผูกตัวเองไปกับสิ่งที่ต้องยกระดับชีวิตให้คุณได้เท่านั้น!! ขอให้คุณเชื่อว่าชีวิตคุณสามารถออกแบบและลิขิตได้เอง หากอยากให้เป็นแบบไหนก็แค่สร้างกระบวนการขึ้นมาจนกว่ามันจะเป็นในสิ่งที่ต้องการให้ได้
    .
    Passionไม่จำเป็นว่าต้องทำในสิ่งที่คุณชอบเสมอไป แต่ขอให้คุณเปลี่ยนสิ่งที่ชอบ ให้ไปเป็นความลุ่มหลงต่อเป้าหมายแทน และนี่ก็เรียกว่า Passion อีกวิถีหนึ่ง ที่ถูกกำหนดขึ้นมาโดยตัวคุณเอง
    .
    ซึ่งPassion ต่อเป้าหมายจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัย พลังแห่งศรัทธา และพลังแห่งสมาธิเป็นแรงขับเคลื่อน พลังแห่งศรัทธา คือ เชื่อว่าเป้าหมายมันต้องเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และต้องมีพลังสมาธิ คือมองเป้าหมายความสำเร็จเป็นที่ตั้งอย่างมีวินัย ไม่ลดละ ไม่ล้มเลิก มีโฟกัสกับเป้าหมายอย่างไม่ท้อถอย
    .
    ซึ่งหากคุณใช้2พลังนี้ผนวกเข้าไปในเป้าหมาย Passion ความลุ่มหลงในความปรารถนาอันแรงกล้ามันก็จะก่อเกิดขึ้นมาเอง สำคัญขอให้เป้าหมายชัดเจนมากๆเป็นพอ เพราะถ้าเป้าหมายชัด ต่อให้เหนื่อยต่อให้ลำบาก ต่อให้เบื่อ แต่เมื่อคุณได้คิดถึงเป้าหมายที่หวังไว้ว่าต้องสำเร็จให้ได้ และต้องสำเร็จได้อย่างแน่นอน คุณก็จะลืม ความเบื่อ ความลำบากไปได้ทั้งหมด และนี่ละคือวิธีการสร้าง Passion อีกรูปแบบ ตามสไตล์ของผม ซึ่งเป็นวิธีเชิงรุกเข้าใส่เป้าหมายแบบสุดกำลัง
    .
    แนวคิดแบบ "การเลือกสร้าง ในสิ่งที่โลกต้องการ" ไม่ใช่แค่ผม แต่พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก พระองค์ก็ทรงใช้แนวคิดแบบนี้เช่นกัน อันเห็นได้จากหลักการเลือกตรัสของพระองค์ที่ทรงสอนแก่เหล่าสาวก หลักการของพระองค์คือ
    .
    "คำพูดที่จริง ถูกต้อง เป็นประโยชน์ เป็นที่รักที่ชอบใจของผู้อื่น - ทรงตรัส"
    .
    นั่นหมายถึงพระองค์ ทรงเลือกนำเสนอ เฉพาะสิ่งที่มีคุณค่า ไม่หลอกลวง(มีคุณธรรม) เป็นประโยชน์(ช่วยเหลือผู้คนได้) และเป็นที่รักที่ชอบใจของผู้คน(ผู้คนต้องการไม่ต่อต้าน) พระองค์จึงทรงตรัสในเรื่องนั้นๆ และนี่คือหลักการทำธุรกิจที่สำคัญมากๆที่พระองค์ได้ทรงสอนหลักการนี้ให้กับเหล่าบรรดาสาวก ก่อนส่งออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา นั่นคือ "ให้สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่โลกต้องการ"
    .
    นอกจากนั้นนักธุรกิจและผู้สำเร็จมากมายก็ล้วนแต่ใช้หลักแนวคิดแบบนี้ทั้งสิ้น
    .
    เฮนรี่ฟอร์ด สอบถามผู้คนอยากได้พาหะนะแบบไหน คนมากมายต่างตอบอยากได้ม้าที่มีพลังและเร็วกว่าเดิม เฮนรี่ฟอร์ดจึงเห็นว่าแท้จริงแล้วผู้คนไม่ได้ต้องการม้า แต่ต้องการแค่ความรวดเร็วในการไปถึงเป้าหมาย รถยนต์จึงถือกำเนิดขึ้นมา
    .
    จ็อบส์ ทำสำรวจ พบว่าคนอยากได้มือถือเครื่องบางและสามารถมีลูกเล่นแบบครบวงจร เล่นเน็ตได้ แชทได้เหมือน Blackberry แต่อยากได้จอใหญ่ๆ และปุ่มกดง่ายขึ้น สามาร์ทโฟนที่ชื่อว่าไอโฟนจึงถือกำเนิดขึ้นมา
    .
    ซึ่งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก ล้วนใช้หลักการนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่คนเหล่านี้สำเร็จได้ เป็นเพราะพวกเค้า"รู้ความต้องการของคน" แล้วมาออกแบบตนจนสามารถแก้ปัญหาให้ผู้คนได้ และปัจจัยของระดับความสำเร็จคือ หากสามารถช่วยหรือแก้ปัญหาให้ผู้คนได้มากเท่าไหร่ สิ่งนั้นคือความสำเร็จที่มากขึ้นเท่านั้น คนเหล่านี้แก้ปัญหาให้คนทั้งโลกได้ จึงไม่แปลกที่เค้าจึงกลายเป็นบุคคลระดับโลก และร่ำรวยมหาศาล เพราะฉะนั้นหากคุณอยากสำเร็จมากก็ต้องช่วยผู้คนให้ได้จำนวนมากๆแล้วความสำเร็จมันจะแปรผันตามเสมอ
    .
    ดั่งสมการแห่งผลตอบแทน M = P x V หรือ
    Money(เงิน) = People(คน) x Value(คุณค่า)
    .
    นั่นคือ หากอยากได้เงินเยอะๆ หมายถึงคุณต้องสร้างคุณค่าให้สินค้าให้สูงๆ หรือต้องแก้ปัญหาให้ผู้คนจำนวนให้มากที่สุด เพราะยิ่งแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าให้ผู้คนได้เยอะมากเท่าไหร่ จำนวนเงินยิ่งทวีคูณ ยกตัวอย่างเช่น คุณมีเป้าหมายรายได้ 1ล้านต่อเดือน
    .
    Value(คุณค่า) คือระดับคุณภาพของสินค้าของคุณ ซึ่งยิ่งมีคุณภาพสูง นั่นหมายถึงคุณค่าของสินค้าก็จะสูงตาม ซึ่งเท่ากับคุณค่ายิ่งมาก การตั้งราคาก็ยิ่งสูงแปรผันตามนั่นเอง
    .
    สมมุติคุณค่าสินค้าของคุณตั้งราคาอยู่ที่ 1000 บาท และคุณมีเป้ารายได้ต่อเดือนคือ1ล้านบาท
    .
    ซึ่งปัจจัยที่ทำให้สามารถทำเงินล้านต่อเดือนให้เป็นจริงได้โดย
    .
    (1) ทำให้เกิดคนซื้อให้ได้ 1พันคน
    .
    หากคุณอยากได้เป้า1ล้าน ต้องขายให้ People(คน) ไม่น้อยกว่า1000คน ต่อชิ้น
    .
    M 1,000,000 = P 1000 x V 1000
    .
    ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ มาจากกลยุทธ์ทางการตลาดและช่องทางการจำหน่ายหรือทำเลที่ตั้ง(Place) นั่นคือ คุณต้องทำให้สินค้ามีคนเห็นให้มากเข้าไว้ เพื่อที่จะทำให้ก่อเกิดคนซื้อ1000คนให้ได้ ถ้าออฟไลน์ก็ต้องเลือกทำเลที่ทำให้บรรลุผลได้ หรือการแจกใบปลิว โฆษณาประชาสัมพันธ์ ตามจุดต่างๆ
    .
    ถ้าเป็นออนไลน์วิธีที่จะทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้คนเพื่อให้เกิดโอกาสในการซื้อคือ Facebook Ads ซึ่งยิ่งทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมากเท่าไหร่นั่นหมายถึงโอกาสในการขายก็จะมากตามเท่านั้น
    .
    ซึ่งตัวแปรสำคัญของยอดขายที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงคือ หากคุณวิเคราะห์จากสถิติแล้ว สมมุติว่าทุกๆการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย1หมื่นคน จะก่อเกิดการซื้อ 100คน เป็นประมาณนี้เสมอ ฉะนั้นการทำให้เกิดการซื้อ 1พันคน จะต้องทำให้เกิดการเข้าถึง1แสนคนให้ได้ ซึ่ง Facebook สามารถคำนวนได้เลยว่า ต้องใช้งบเท่าไหร่จึงจะเข้าถึงคนได้1แสน และแน่นอนหากคุณอยากขายให้มากขึ้นเรื่อยๆ คุณก็ต้องเพิ่มงบการตลาดให้มากขึ้น
    .
    ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุด จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ และค่าAds แพงหรือถูก มาจาก ปัจจัยที่เกิดจาก Content Marketing ล้วนๆ ฉะนั้นทุกธุรกิจต้องมีทักษะนี้ติดไว้ เพราะมันจำเป็นอย่างยิ่งหากอยากสำเร็จตามเป้าหมาย (ซึ่งผมมีบทความให้ความรู้ด้านนี้มากมายติดตามค้นหาจากเพจผมได้เลยครับ)
    .
    และนอกจากFacebookแล้ว ยังมีช่องทางSEM (Search Engine Marketing) นั่นคือต้องทำ Google Adwords และ SEO เพื่อดึงคนที่สนใจในธุรกิจจริงๆให้เข้ามาซื้อ หรือต้องใช้ Influencer Marketing หรือกลยุทธ์อื่นๆอีกมากมายช่วยในการทำให้เกิดการซื้อ อันนี้ก็ว่ากันไปแล้วแต่แผนธุรกิจคุณ
    .
    (2) ทำการเพิ่มValue(คุณค่า)ของสินค้าเพื่อปรับราคา
    .
    นั่นหมายถึงทำการพัฒนาระดับของสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อที่สามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น(Price) เช่นจากเดิม ชิ้นละ1พัน ก็ เพิ่มเป็น 2พัน ซึ่งนั่นหมายถึง หากเป้าคุณ1ล้าน คุณขายแค่ 500 คนก็สำเร็จได้แล้ว
    .
    ฉะนั้นหากคุณอยากได้เป้า1ล้าน ด้วยจำนวนคนซื้อที่น้อยลง ต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น
    .
    M 1,000,000 = P 500 x V 2000
    .
    แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงการเพิ่มราคาสินค้าให้เกิดการซื้อได้ตามเป้า ต้องคำนึงถึงต้นทุนสินค้าเดิมที่ลูกค้าใช้อยู่ ซึ่งหากปรับราคาขึ้น ต้องมองว่าลูกค้าเต็มใจจ่ายเพื่อยอมแลกกับคุณค่าที่เค้าได้เพิ่มขึ้นมาหรือไม่
    .
    (3) ทำให้เกิดการสั่งซื้อมากกว่า1ชิ้น
    .
    นั่นคือคุณต้องมีPromotion เช่นซื้อ 2ชิ้น รับส่วนลดพิเศษในการซื้อครั้งต่อไปหรือส่วนลดพิเศษ หรือ ซื้อ3แถม1 หรือ 2ชิ้นส่งฟรี เป็นต้น ซึ่งแน่นอนถ้า1คนมีการซื้อมากกว่า 1ชิ้น เป้าหมายคุณก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น
    .
    ฉะนั้นหากคุณอยากได้เป้า1ล้าน ต้องทำให้การซื้อต่อคนมากขึ้น
    .
    M 1,000,000 = P 250 x V (2000 x 2)
    .
    (4) เพิ่มประเภทสินค้าในธุรกิจให้มากขึ้น
    .
    เช่นปกติมีแค่สินค้าเดียว หากมีการเพิ่มสินค้า(Product) ประเภทอื่นๆเข้าไปในธุรกิจ ก็จะเป็น 2ประสาน 3ประสาน ขึ้นอย่กับมีสินค้ากี่ประเภท กี่ SKU วิธีนี้ก็เป็นอีกวิธีให้คุณสำเร็จตามเป้าได้เช่นกัน
    .
    ฉะนั้นหากคุณอยากได้เป้า1ล้าน ต้องมีสินค้าเพิ่มขึ้น
    .
    Product 1
    M 500,000 = P 250 x V (2000 x 2)
    .
    Product 2
    M 500,000 = P 250 x V (2000 x 2)
    .
    รวมทั้งหมด M= 1,000,000 ได้เช่นกัน
    .
    (5) ผสมกลยุทธ์ทั้ง4เข้าด้วยกัน 4P Strategy Mix
    .
    นั่นคือการใช้กลยุทธ์ทั้ง4 เพื่อเพิ่มพูลลูกค้าให้ทะลุเป้าหมายอย่างทวีคูณ 4มิติ อันได้แก่
    .
    5.1 ด้วยการเพิ่ม SKU Product
    5.2 พัฒนาคุณภาพสินค้าจนสามารถปรับ Price ให้สูงขึ้นได้
    5.3 หาจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นด้วยการขยาย Place ให้มากขึ้น
    5.4 ทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อมากกว่า1ชิ้นด้วย Promotion
    .
    จะเห็นว่านี่คือการนำ 4P อันได้แก่ Product Price Place Promotion มาเป็นตัวขยายโอกาสทั้ง4มิติ จนสามารถสรุปเป็นตัวเลขดังนี้
    .
    Product 1
    P 1000 x V (2000 x 2) = M 4,000,000
    .
    Product 2
    P 1000 x V (2000 x 2) = M 4,000,000
    .
    รวมยอดเงินทั้งหมด M= 8,000,000 บาท
    .
    จะเห็นว่าสมการ M = P x V หรือ
    Money(เงิน) = People(คน) x Value(คุณค่า) มันสามารถยืดหยุ่นตามกลยุทธ์ได้เสมอ ยิ่งถ้าคุณสามารถพัฒนากลยุทธ์ให้ครบทั้ง4มิติ จะยิ่งเพิ่มทวีคูณความมั่งคั่งให้กับคุณได้ทันที
    .
    และนี่ละที่เรียกว่า "รู้งาน" รู้ว่าต้องทำงานแบบไหนจึงจะสำเร็จ และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตได้ ซึ่งจากสมการคุณสามารถประเมินได้ว่าธุรกิจที่คุณทำหรือจะทำ จะสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้แค่ไหน ฉะนั้นก่อนทำธุรกิจ คุณต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้เสมอว่าธุรกิจนั้นๆที่คุณจะทำ สามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตของคุณได้จริงหรือไม่
    .
    หลายคนทำงานแทบตายหวังให้ชีวิตสุขสบาย ด้วยวิธีการที่ไม่ส่งผลต่อเป้าหมาย การทำงานเหนื่อยหนักดิ้นรนสุดชีวิต ไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะสำเร็จ เพราะถ้าวิธีการและกระบวนการไม่ใช่ยังไงก็ไปถึงเป้าหมายไม่ได้ เรียกว่า "ขยันผิดที่อีก10ปีก็ไม่รวย" จึงไม่แปลกที่หลายคนมักตัดพ้อว่าทำไมไม่สุขสบายสักที ทั้งที่มุ่งมั่นทำงานอย่างสุดชีวิต ซึ่งถ้าเค้าตั้งสติคิดหน่อยจะรู้ได้เลยว่า ความเพียรของเค้าได้ใช้ทิ้งไปกับวิธีการที่ไม่ใช่ตั้งแต่แรกก็เท่านั้นเอง
    .
    อย่างที่ผมเคยพูดไป คนเราอยากเป็นอะไรก็แค่สร้างมันขึ้นมา ชีวิตมันออกแบบได้ตามความคิดและการกระทำของเราเองเสมอ แต่สิ่งสำคัญต้องมี สติและปัญญามาควบคุมด้วยเท่านั้น!! จึงสำเร็จได้
    .
    และนี่คือกลยุทธ์สำคัญที่ก่อนคิดจะเริ่มธุรกิจ คุณต้องเข้าใจส่วนนี้อย่างถ่องแท้แล้วเท่านั้น นั่นคือ
    .
    รู้ตน>>>รู้คน>>>และรู้งาน
    ซึ่งการจะทำให้รู้ตน รู้คน และรู้งานได้ ต้องผ่านการประเมินวิเคราะห์ใน4สิ่งหลักๆโดย
    .
    "รู้ตน" คือการทำวิจัยผลิตภัณฑ์ (Product Research)
    "รู้คน"คือการวิจัยความต้องการของลูกค้า(Consumer Research)
    "รู้ตนและคน"คือการวิจัยตลาด(Market Research)
    "รู้งาน" คือการวางแผนธุรกิจ (Business Plan)
    .
    ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นเหมือนรากของต้นไม้ ยิ่งผ่านกระบวนการResearch อย่างเข้มข้นจนมั่นใจ รากก็ยิ่งแข็งแรงไม่มีวันล้ม กลับกันถ้าคุณมองข้ามในส่วนนี้ไปโอกาสที่รากจะเน่าพังทลายก็จะสูงขึ้นแน่นอน
    .
    ฉะนั้นจุดเริ่มของทุกธุรกิจต้องเริ่มจากกรอบของการประมาณตน นั่นหมายถึงการสร้างตนเพื่อให้พอเพียงกับเป้าหมายให้ได้ ฉะนั้นคุณต้องวิจัยและพัฒนา จนสามารถสร้างตนให้แข็งแกร่งพอที่จะพร้อมรบและพร้อมสู้เท่านั้น!! จึงไปสู่กรอบต่อไปได้ ขอให้จำไว้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งพอและปรับตัวเก่งเท่านั้นจึงคู่ควรกับความสำเร็จ
    .
    .
    ๒. กรอบการสร้างเหตุและผล (Process for Success)
    .
    นี่คือกฏแห่งธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าและพ่อหลวงทรงสอนมาโดยตลอด ว่าผลที่คาดหวังจะเกิดได้ ต้องมีกระบวนการที่มาจากเหตุเสมอ ซึ่งในทางธุรกิจการสร้างเหตุและผลคือ
    .
    การทำให้วิสัยทัศน์(Vision) >> ก่อเกิดเป็นพันธกิจ(Mission) >>และพันธกิจก่อเกิดเป็นการกระทำ(Action) >> ซึ่งการกระทำจะส่งผลไปสู่ผลลัพธ์(Result) >> และผลลัพธ์จะทำให้ก่อเกิดเป็นผล2ทาง ได้แก่ความสำเร็จ(Success)หรือความล้มเหลว(Fail)
    .
    โดยการที่จะสร้างความสำเร็จให้วิชั่นทางธุรกิจให้เกิดขึ้นได้นั้น จะต้องสร้างกลยุทธ์ที่สามารถแข่งขันและขับเคลื่อนให้แบรนด์หรือสินค้า จนก่อเกิดเป็นผล4ประการขึ้น อันได้แก่
    .
    1 ให้เป็นที่รู้จัก (Awareness)
    2 ให้เป็นที่สนใจ (Interest)
    3 กระตุ้นให้เกิดการซื้อ (Purchase)
    4 เกิดการบอกต่อหลังซื้อ (Advocacy)
    .
    ฉะนั้นอยากให้ธุรกิจสำเร็จ ก็ต้องมีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategy) อย่างมีชั้นเชิง และมีกระบวนการและวิธีการ(Business Plan) อย่างยอดเยี่ยม สุดท้ายก็ต้องมีการลงมือทำอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (Action Plan)
    .
    หากอยากหวังผลความสำเร็จก็ต้องสร้างกระบวนการสู่ความสำเร็จขึ้นมาอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันเสมอ เพราะหากหวังแค่ผลที่จะได้รับแต่วิธีการไม่สอดคล้อง ไม่ได้ผ่านการวางแผนและกระบวนการที่ส่งผลไปสู่ความสำเร็จได้ ยังไงก็ไม่สำเร็จตามเป้าได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นทุกกระบวนการทางความคิด ต้องอยู่ในกรอบของเหตุและผลเสมอ
    .
    .
    ๓. กรอบการสร้างภูมิคุ้มกัน (Risk Management)
    .
    ภูมิคุ้มกันที่ดี ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ ชีวิตผลิตภัณฑ์ คู่แข่งขัน และเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถปรับตัวและรับมือได้อย่างทันท่วงที
    .
    ก่อนอื่นผมขอยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิชั่นการสร้างภูมิคุ้มกันของพระพุทธเจ้าและพ่อหลวง
    .
    ศาสนาพุทธคงสลายไปนานแล้ว ถ้าพระพุทธเจ้าพระองค์ไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันไว้ ด้วยการให้เหล่าพระสาวกออกเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในจุดต่างๆที่ไม่ซ้ำกัน เพราะพระองค์ทรงรู้ดีว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ย่อมดับไป ฉะนั้นต้องเผื่อล้มเหลวไว้ให้มากที่สุด จนในที่สุดแม้อินเดียต้นกำเนิด ศาสนาพุทธจะล่มสลายไป แต่เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียอาคเนย์ โดยเฉพาะในประเทศไทยกลับมีศาสนาพุทธที่เป็นรากฐานอันแข็งแกร่งอยู่มาได้ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีการวางแผนสร้างภูมิคุ้มกัน
    .
    พ่อหลวงภูมิพลเช่นกัน นอกจากคำสอนมากมายในเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันแล้ว แต่ที่เห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนเลยคือ พระองค์ทรงคิดค้นเกษตรทฤษฏีใหม่ ขึ้นมาด้วยสูตร 30:30:30:10 ซึ่งนอกจากการเตรียมความพร้อมเรื่องแหล่งเก็บน้ำเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงแล้งแล้ว ยังมีภูมิคุ้มกันด้านผลผลิตอีกด้วย เพราะเป็นการปลูกผลผลิตที่หลากหลาย ทำให้แม้ผลผลิตหลักจะมีผลกระทบเรื่องราคาตกต่ำ ก็ยังมีผลผลิตจากส่วนอื่นมาเป็นตัวชดเชยรองรับไว้ได้อีกชั้น และนี่คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญมาโดยตลอด
    .
    เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตามกฏแห่งไตรลักษณ์ เป็นสัจธรรมที่ทุกสิ่งในโลกนี้ต้องพบเจอ ธุรกิจก็เช่นกัน จุดเริ่มต้องเข้าใจและต้องรู้กลยุทธ์ในการรับมือ Product Life Cycle วัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ โดยต้องมีกลยุทธ์เตรียมรับมือทั้ง4ช่วงอายุ
    .
    ต้องเตรียมกลยุทธ์ในขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์
    ต้องเตรียมกลยุทธ์ในขั้นตลาดเติบโต
    ต้องเตรียมกลยุทธ์ในขั้นอิ่มตัว
    ต้องเตรียมกลยุทธ์ในขั้นตกต่ำ
    .
    นอกจากนั้นต้องมีการติดตามคู่แข่งทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับใช้ในกลยุทธ์สำหรับการแข่งขันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าคุณนำต้องทิ้งห่าง ถ้าคุณตามต้องเร่งแซง ฉะนั้นการติดตามคู่แข่งจึงเป็นการทำให้รู้ทัน เพื่อนำกลยุทธ์ใหม่ๆมาปรับแก้ทาง เพื่อสร้างเป็นภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน
    .
    โดยทุกอย่างต้องมีการเตรียมพร้อมพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ ผมจึงตั้งชื่อกลยุทธ์นี้ว่า "รู้เขา รู้เรา รู้โลก" ด้วยการต้องคอย Monitor ใน3เรื่องด้วยกัน คือ
    .
    (1) "รู้เขา" โดยรู้เขา ต้องรู้ในความเคลื่อนไหวใน2สิ่ง ของคู่แข่งคือ
    .
    1.1 ต้องรู้ผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์คู่แข่ง ว่าเป็นอย่างไร หากมองลบในจุดไหน ก็ให้คุณขยายจุดแข็งที่ดีกว่าเรื่องนั้นๆขึ้นมา เช่นคู่แข่งโดนวิจารณ์เรื่องการบริการ ก็ให้คุณเสริมนโยบายบริการเข้าไปชู แต่ต้องอยู่ในกรอบของคุณธรรมห้ามโจมตีคู่แข่งแต่ให้นำมาพัฒนาตนเองแทน และถ้าคู่แข่งได้รับคำชมในจุดไหน ก็ให้คุณพยายามพัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีก1ระดับให้จงได้
    .
    1.2 ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง ว่าเค้าทำอะไรบ้าง ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบไหน ออกคอนเทนท์แนวไหน กำลังวางแผนอะไร คุณต้องจับทางให้ได้ เพื่อสามารถดักทางแก้เกมส์ได้
    .
    (2) "รู้เรา" ต้องรู้ผลตอบรับของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์คุณ ว่าเป็นอย่างไร หากมองลบต้องรีบปรับปรุงแก้ไข หากมองบวกต้องรีบนำจุดแข็งมาส่งเสริม
    .
    (3) "รู้โลก" ต้องรู้เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคว่ากระแสช่วงนี้สนใจเรื่องอะไร เทรนด์รูปแบบไหนกำลัังมา กำลังฮิตในเรื่องอะไร เพราะถ้าคุณรู้เรื่องเหล่านี้ ก็จะสามารถออกรูปแบบบริการให้ตรงใจได้ รวมถึงสามารถนำมาออกแบบเป็นคอนเท้นท์ให้ทันยุคสมัยได้ตลอดเวลา
    .
    และนี่คือ กลยุทธ์ รู้เขา รู้เรา รู้โลก จะเห็นว่าทั้ง3รู้ เป็นหลักการของพุทธศาสนาคือการอยู่กับปัจจุบัน จะเป็นการมองในปัจจุบันทั้ง3ด้าน เพื่อเป็นไกด์ไลน์การวางแผนในอนาคต ซึ่งวิธีนี้เป็นการสร้างภูมิด้วยการไม่ยอมหยุดนิ่ง แต่ต้องก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆแบบไม่มีหยุด เพราะถ้าหยุดก็จะโดนทิ้งห่างทันที
    .
    นอกจากนั้นคุณต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในทุกรูปแบบ โดยต้องกำหนดแผนสำรอง สำหรับสถานะการไม่เป็นใจอยู่เสมอ เพราะเมื่อถึงเวลาประสบปัญหาจริงสามารถดึงมาใช้ได้ทันที โดยสามารถ ตั้งแผนฉุกเฉิน เช่นกรณีสินค้าผลิตไม่ทัน เงื่อนไขการรับประกันสินค้า กรณีไม่สามารถขายได้ตามเป้า กรณีโดนคู่แข่งโจมตี หรือ กรณีงบการเงินติดขัดหมุนไม่ทัน เป็นต้น คุณต้องมีแผน 1,2และ3 สำรองพร้อมวิธีแก้ไขไว้แล้วทั้งหมด
    .
    การสร้างภูมิคุ้มกันจึงเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจจะขาดการวางแผนในส่วนนี้ไปไม่ได้เลย ซึ่งเปรียบเหมือนการได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไว้แล้ว ทำให้โอกาสล้มเหลวลดลง แต่จะดีกว่านี้ถ้าคุณรู้จัก สร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน ด้วยการหมั่นพัฒนาตนเอง
    และองค์กร ด้วยการคอยหมั่นเติมความรู้อยู่เสมอ สิ่งนี้เปรียบเหมือน การหมั่นออกกำลังกายและการหมั่นคอยดูแลสุขภาพทั้งทางกายและใจ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด
    .
    .
    และทั้งหมดนี้ คือ3กรอบ แห่งศาสตร์พระราชา ที่เป็นตัวควบคุมธุรกิจแบบรอบด้าน สามารถอุดช่องโหว่ได้ทั้งหมด จึงจะเห็นได้ว่าแค่เราเดินตามสิ่งที่พ่อสอน เราก็สามารถเจริญรุ่งเรืองในกิจการงานได้แบบมั่นคงและยั่งยืนอย่างแน่นอน
    .
    .
    และนี่ภาพรวมของ3กรอบ ที่มีเนื้อหาแค่ 4% ของเนื้อหาการสร้างธุรกิจด้วยศาสตร์แห่งพระราชาTHE KING'S PHILOSOPHY (For Business Model Mix) หากอยากเรียนรู้เนื้อหาในโมเดลทั้งหมดที่เหลือ รอติดตามจากเพจนี้ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น ในเร็วๆนี้
    .
    เพื่อไม่ให้พลาดตอนต่อๆไปของศาสตร์พระราชา
    .
    อย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ
    .
    คุณได้อะไรจากศาสตร์พระราชาในแบบฉบับของผมบ้างช่วยคอมเม้นท์ให้กำลังใจ และช่วยแชร์ต่อเพื่อนๆ เพื่อผมจะได้มีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดีๆสู่สังคมต่อไป
    .
    แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ
    .
    อนุญาติให้แชร์บทความนี้ได้เต็มที่ !!
    แต่หากก็อปปี้ต้องขออนุญาติเท่านั้นครับ จะพิจารณาให้
    .
    .
    .
    เนื้อหาโดย AcTioN
    .
    www.bizbuddy2.com
  • 5 คีย์แห่งความสำเร็จของมนุษย์


    #5คีย์แห่งความสำเร็จของมนุษย์
    .
    ผมเชื่อว่าไม่มีใครโง่ ใครกระจอก แต่มีแค่ รู้หรือไม่รู้เท่านั้น ส่วนการที่ใครจะเก่งกว่ากันนั้น ตัวแปรคือ ความใส่ใจและความเพียรที่ใส่ไปกับสิ่งที่อยากรู้ก็เท่านั้น อยากเป็นแบบไหนก็ขวนขวายให้จนรู้และใส่ใจด้วยความเพียรให้สุดกำลัง จนกระจ่างแจ้ง คุณก็จะเป็นคนเก่งในเรื่องนั้นได้โดยไม่แพ้ใคร เชื่อเหอะว่าชีวิตคุณออกแบบเองได้ และนี่ละเรียกว่าศักยภาพมนุษย์ที่แฝงอยู่ในมนุษย์ทุกคน อยู่ที่ว่าคุณจะดึงมันมาใช้หรือเปล่าก็เท่านั้น!!
    .
    มนุษย์ถูกออกแบบให้เหมือนกันทุกคน แต่สิ่งที่ทำให้ต่าง มีทั้งคนเก่งและไม่เก่ง คนสำเร็จไม่สำเร็จ และคนรวยคนจน ล้วนแล้วแต่มีปัจจัยที่ทำให้ก่อเกิด ซึ่งผมได้รวบรวมมาเป็น
    .
    5 องค์ประกอบที่สร้างความต่างคือ
    .
    1) ทัศนคติของมนุษย์ (Human attitude)
    .
    จุดสำเร็จของมนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือทัศนคติ เพราะทัศนคติจะก่อเกิดเป็น Mindset ที่ส่งผลถึงการกระทำ ดั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "โลกหมุนไปตามความคิดและจิต" นั่นคือหากคิดสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้นเพราะความคิดจะมีผลต่อการกระทำเสมอ 
    .
    หากคิดว่าชาตินี้โชคร้ายเกิดมาจนชีวิตคงตั้งตัวไม่ได้ คุณก็จะได้รับความโชคร้ายแบบนี้ไปทั้งชีวิต เพราะเมื่อเชื่อว่าชีวิตนี้คงไม่มีวันสำเร็จคงลำบากตลอดไป สมองก็จะปิดกั้นไม่ให้ค้นหาทางออกทันที จึงส่งผลไม่ให้เกิดการกระทำขึ้น นั่นคือจะไม่คิดขวนขวายหาลู่ทางความสำเร็จ เพราะคิดแล้วว่าสู้ไปก็เสียเวลาเนื่องจากไม่มีความเชื่อว่าชีวิตก็สำเร็จได้เช่นกัน สุดท้ายเค้าก็ต้องจมอยู่บนกองทุกข์ตลอดไป
    .
    กลับกัน ถึงแม้คนผู้นั้นจะเกิดมาจนระดับแย่งข้าวหมา แต่หากมีMindset มีความศรัทธาอย่างแน่วแน่ว่าวันนึงต้องมีชีวิตที่ดีให้ได้ ต้องตั้งตัวให้ได้ เค้าก็จะดิ้นรน ต่อสู้ ขวนขวายเพื่อหาโอกาสในทุกวิถีทางเพื่อจะทำให้ตัวเค้าหลุดพ้นจากความทุกข์ สุดท้ายหากเค้ามี สติ ปัญญา วินัยและความเพียรในการขับเคลื่อน แม้จะเคยจนแทบตายก็ต้องหลุดพ้นได้แน่นอนในสักวัน 
    .
    ซึ่งความคิดที่จะก่อเกิดผลสำเร็จจะต้องประกอบด้วย สติและปัญญามาควบคุมด้วยเสมอ และต้องเข้าใจในกฎของเหตุและผล นั้นคือต้องรู้ว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการกระทำแบบไหนวิธีไหน ซึ่งหากคิดอยากสำเร็จแต่ไม่ลงมือทำ หรืออยากสำเร็จแต่กลับเอาแต่ขอพรพระทุกวันเพื่อให้ถูกหวยรวยทรัพย์ การทำแบบนี้ต่อให้อีก100ชาติก็คงลำบากเหมือนเดิมทุกชาติภพ ฉะนั้นทุกๆทัศนคติต้องมีสติและปัญญามาควบคุมเสมอ
    .
    พระพุทธเจ้าจึงแบ่งทัศนะคติคนออกเป็น4ประเภท โดยเปรียบกับบัว4เหล่า ได้แก่
    .
    1.1 อุคคฏิตัญญู ผู้ที่อยากพัฒนาตนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด พร้อมเปิดรับกับทุกสิ่ง ทำตัวเป็นน้ำไม่เต็มแก้ว มีแรงบันดาลใจขับเคลื่อนด้วยตนเอง พยายามค้นคว้าหาความรู้ และนำความรู้มาลงมือปฏิบัติจริงเพื่อค้นหาความสำเร็จให้ชีวิต กลุ่มนี้เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
    .
    1.2 วิปจิตัญญู ผู้ที่พยายามพัฒนาตน แต่ยังไม่เต็มที่ เพราะไม่รู้แนวทางที่ถูกต้อง และไม่มีแรงบันดาลใจขับเคลื่อนด้วยตนเอง ต้องพึ่งพาแรงบันดาลใจจากผู้อื่น ต้องมีคนคอยกระตุ้นจึงคิดจะลุกขึ้นมาเป็นครั้งคราว คนผู้นี้เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป
    .
    1.3 เนยยะ ผู้ที่เฉยๆกับชีวิต ไม่คิดพัฒนาตน ใช้ชีวิตเรื่อยๆ เพราะไม่มีแรงกระตุ้นให้กระทำ แต่เมื่อใดที่เกิดวิกฤตในชีวิต จะพร้อมเปิดรับเพื่อต้องการให้ตัวเองหลุดพ้นจากวิกฤตนั้นๆ คนผู้นี้เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
    .
    1.4 ปทปรมะ ซึ่งจะแบ่งเป็นคน2ประเภท ประเภทแรกคือผู้ที่นึกว่าตัวเองเก่งพอแล้วเจ๋งแล้ว เป็นกบในกะลา ไม่คิดเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆเพราะคิดว่าตนสุดยอดแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริงมีความรู้เพียงแค่หางอึ่ง ประเภทสองคือ ผู้ที่ไร้ซึ่งความเพียร ขาดความเชื่อว่าตนเองพัฒนาได้ ไม่เชื่อในศักยภาพของตนเอง มักดูถูกตัวเอง ต่อให้เจอสารพัดวิกฤตในชีวิตก็ไม่คิดสู้เพราะตราหน้าตนเองไว้แล้วว่าสู้ไปก็ไม่สำเร็จ คนพวกนี้เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ต้องตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน
    .
    ซึ่ง3 จำพวกแรกเรียกว่าเวไนยสัตว์ (สามารถแนะนำสั่งสอนได้) ส่วนปทปรมะเป็นอเวไนยสัตว์ (ไม่อาจแนะนำสั่งสอนได้ต้องจมทุกข์ตลอดไป)
    .
    จากการแบ่งทัศนะคติคนของพระพุทธเจ้าจะเห็นได้ว่า ไม่แปลกเลยที่ทำไมมนุษย์ในแต่ละคนจึงมีความสำเร็จที่แตกต่างกัน สาเหตุเป็นเพราะทัศนะคติเป็นตัวกำหนดชีวิตนั่นเอง
    .
    .
    2) สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ (Human Environment)
    .
    สิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วย ชาติ ศาสนา วัฒนธรรม สังคม ชุมชน เพื่อนและครอบครัว ยิ่งเล็ก ยิ่งมีอิทธิพลต่อตนสูง ครอบครัว เพื่อน และชุมชนจึงมีอิทธิพลสำคัญที่จะเป็นตัวชี้นำชีวิตได้ หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอก็จะคล้อยตามคนรอบข้างได้เสมอ จึงไม่แปลกที่ทำไมชุมชนแออัดจึงเต็มไปด้วยกลุ่มคนติดยาและการพนัน และไม่แปลกที่เห็นสถาบันช่างยกพวกมาตีกันเป็นประจำ เพราะต่างโดนปลูกฝังค่านิยมแบบผิดๆเสมอมา 
    .
    มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ฉะนั้นหากอยู่ในสังคมที่ดีก็จะส่งผลชี้นำไปสู่สิ่งที่ดี แต่หากอยู่ในสังคมที่เลวก็จะพากันลงเหวได้เช่นกัน นักจิตวิทยาทางสมองกล่าวไว้ว่าหากอยากเป็นคนสำเร็จก็ให้พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มของผู้สำเร็จ คำสอนนี้พระพุทธเจ้าทรงสอนมาแล้วกว่า2500ปีก่อน ด้วยกัลยาณมิตตตา คือให้คบเพื่อนที่คิดดีทำดีพูดดี และ สัปปุริสูปัสสยะ คือให้คบหาสมาคมกับท่านที่เป็นนักปราชญ์บัณฑิต เพราะหากคบปราชญ์ย่อมชี้นำหาทางออกให้เราได้เสมอ และหากมีเพื่อนที่ดีมักช่วยห้ามปรามไม่ให้เราหลงผิดได้เช่นกัน
    .
    ฉะนั้นแม้คุณจะเกิดมาในชุมชนเพื่อน และครอบครัวที่ไม่ได้ช่วยชี้นำชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีก็ตาม แต่ขอให้มีใจที่เข้มแข็งไม่คล้อยตาม และพยายามค้นหาสังคมกลุ่มคนดีๆมีแนวคิดดีๆที่รักความสำเร็จ กลุ่มรักการเรียนรู้พัฒนาตนเอง คุณก็จะสามารถยกระดับชีวิตได้ทันที เพราะอย่างที่บอกสังคมและเพื่อนมักจะชี้นำไปสู่สิ่งที่ดีหรือชั่วให้เราคล้อยตามได้เสมอ ฉะนั้นจงหา Mastermind ของตัวเองให้เจอ
    .
    นี่จึงเป็นจุดที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนสำเร็จ และล้มเหลว คนดีและคนเลว
    .
    .
    3) ทักษะของมนุษย์ (Human skill)
    .
    ทักษะเป็นสิ่งที่ยุติธรรม ทักษะคือ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ที่มนุษย์ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพนี้อยู่ในตน ทักษะจึงเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ เรียนรู้ได้ อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยังได้แค่นำตนเองไปอยู่กับสิ่งนั้นและฝึกฝนพัฒนาในเรื่องนั้นๆอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะมีทักษะเรื่องนั้นติดตัวได้เสมอ อยากเก่งเรื่องไหนก็แค่เรียนรู้ฝึกฝนจนเป็น
    .
    และนี่คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เก่งด้านต่างๆไม่เหมือนกัน จนเป็นที่มาของความแตกต่าง บางคนเก่งการตลาดซึ่งให้ไปทำการเกษตร คงไม่เป็นแน่นอน เช่นเดียวกันกับ ป้าผู้มีอาชีพเกษตรกรชาวสวน หากให้ไปคิดกลยุทธ์การตลาดคงไม่รู้เรื่องเช่นกัน
    .
    แต่หากผมให้เค้าสลับตำแหน่งหน้าที่กัน โดยให้เวลาเค้าทั้ง2คนศึกษาเรียนรู้ทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฏีอย่างจริงจังเป็นเวลา1อาทิตย์
    .
    เมื่อครบ1อาทิตย์ ป้าเกษตรกร สามารถรู้วิธีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของตน ทำแพคเกจจิ้ง เพื่อสร้างแบรนด์ และรู้ช่องทางการวางจำหน่ายและช่องทางการตลาด พร้อมกับเรียนรู้การกำหนดกลยุทธ์ในการแข่งขันได้เลยว่า ต้องทำอย่างไร
    .
    ขณะที่นักการตลาดก็สามารถรู้วิธีปลูกผักผลไม้ รู้วิธีดูแล รู้วิธีการเก็บเกี่ยวได้อย่างเข้าใจเช่นกัน
    .
    ฉะนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ทักษะคือสิ่งที่ฝึกได้ แค่อยากเรียนรู้เรื่องไหนก็แค่ฝึกฝนให้จนเป็น คุณก็จะรู้เรื่องนั้นได้ทันที
    .
    ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เมื่อก่อนคุณอาจเคยคิดเสมอว่าการขับรถคงยาก แต่สุดท้ายแค่คุณฝึกฝนคุณก็ขับได้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ฉะนั้นไม่มีอะไรยากเกินไป ถ้าเราเรียนรู้เรื่องนั้นให้มากพอ
    .
    4) ความสามารถของมนุษย์ (Human aptitude)
    .
    มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้มีการเรียนรู้ได้ทุกเรื่อง แต่สมองก็ถูกกำหนดให้ถนัดและฉลาดในเรื่องต่างๆไม่เท่ากัน ซึ่งความสามารถและความฉลาดของมนุษย์จะถูกแบ่งออกเป็น9ด้านได้แก่
    .
    2.1 ความฉลาดทางด้านภาษา (Linguistic intelligence)
    ความสามารถเข้าใจความหมายและใช้ภาษา พูด เขียน เรียนรู้และสื่อสารได้ดี เช่น นักพูด นักเขียน นักกฎหมาย
    .
    2.2 ความฉลาดทางด้านตรรกะ (Logical-mathematic intelligence)
    ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ เรื่องของเหตุและผล คิดและวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ เช่น นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์
    .
    2.3 ความฉลาดทางด้านดนตรี (Musical intelligence)
    ความสามารถในการสร้างสรรค์ดนตรี เข้าใจจังหวะ เช่น นักแต่งเพลง นักร้อง นักดนตรี
    .
    2.4 ความฉลาดทางด้านมิติ (Spatial intelligence)
    ความสามารถในการสร้างภาพในจินตนาการและนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน เช่น จิตกร ดีไซเนอร์ สถาปนิก
    .
    2.5 ความฉลาดทางด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily-kinesthetic intelligence)
    ความสามารถในการใช้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ เช่น นักแสดง นักเต้น นักกีฬา
    .
    2.6 ความฉลาดในการเป็นผู้นำ (Interpersonal intelligence)
    ความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่น สามารถสร้างแรงจูงใจผู้อื่น เช่น นักการเมือง นักขาย นักโฆษณา
    .
    2.7 ความฉลาดภายในตน (Intrapersonal intelligence)
    ความสามารถในการเข้าอกเข้าใจความรู้สึกภายในของผู้อื่น เช่น นักเขียน จิตแพทย์
    .
    2.8 ความฉลาดทางด้านธรรมชาติ (Naturalist intelligence)
    ความสามารถในการเรียนรู้ธรรมชาติ พืช สัตว์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
    .
    2.9 ความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential intelligence)
    ชอบคิด สงสัยใคร่รู้ตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อการค้นหาคำตอบด้วยการทดลองสิ่งใหม่ เช่น นักคิด นักวิจัย
    .
    และนี่คือความฉลาดทั้ง9 ด้านที่ทำให้มนุษย์ เชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน แต่ทุกด้านสามารถฝึกฝนได้หมดเช่นกัน จุดตั้งต้นหากใช้ระดับความเพียรที่เท่ากันคุณไม่มีทางชนะผู้ที่ฉลาดเฉพาะด้านได้ แต่หากคุณเติมความเพียรและทุ่มเทให้มากกว่า เชื่อเหอะ!! คุณก็จะสามารถชนะพวกที่ฉลาดเฉพาะด้านได้เช่นกันอย่างแน่นอน 
    .
    สรุป จะเห็นได้ว่าคุณไม่ใช่โง่กว่าเค้าแต่เพียงแค่ความฉลาดในด้านต่างๆของคนเราไม่เหมือนกันก็แค่นั้นเอง ซึ่งหากคุณรู้ว่าคุณถนัดเรื่องไหนก็จงสร้างเสริมเรื่องนั้นๆให้เป็นจุดเด่นขึ้นมา คุณก็จะสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆได้เลยเช่นกัน แต่ปัจจัยที่จะทำให้คุณเก่งกาจเท่ากับพวกฉลาดเฉพาะด้านได้ นั่นคือ จงเติมความเพียรลงไปสุดกำลัง เค้าทำ60 คุณต้องทำ100 คุณก็จะชนะได้แน่นอนเช่นกัน
    .
    .
    5) พรสวรรค์ของมนุษย์ (Human talent)
    .
    พรสวรรค์เฉพาะด้าน ในแต่ละคนอาจมีไม่เท่ากันก็จริง แต่ผมเชื่อว่าพรแสวงสำคัญกว่าพรสวรรค์ เพราะต่อให้มีพรสวรรค์อันเป็นเลิศหากขาดพรแสวงก็ไม่มีทางไปถึงจุดสำเร็จได้แน่นอน
    .
    "พรสวรรค์" คือสิ่งพิเศษที่บุคคลหนึ่งได้รับมาจากธรรมชาติมากกว่าคนอื่นจะด้วยพันธุกรรมหรือสิ่งแวดล้อมก็ตาม เช่น เล่นดนตรีหรือกีฬาเก่ง พูดเก่ง ร้องเพลงเก่ง ฯลฯ เป็นต้น
    .
    "พรแสวง" คือ การบากบั่นด้วยความเพียรโดยไม่มีข้อได้เปรียบทางธรรมชาติ แต่ที่ประสบความสำเร็จได้นั้นเพราะการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
    .
    จากความหมายทั้ง2จะเห็นได้ว่า พรแสวงก็สามารถท้าชิงพรสวรรค์ได้เช่นกัน ถ้าผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
    .
    อย่างที่โทมัส อัลวา เอดิสัน ผู้ผลิตหลอดไฟคนแรกของโลกกล่าวไว้ว่า
    .
    "ความสำเร็จของเค้าใช้พรสวรรค์แค่1% แต่อีก99% ใช้พรแสวงด้วยความเพียรที่มากถึงหลายพันครั้งจึงจะสำเร็จได้"
    .
    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าต่อให้มีพรสวรรค์ให้ตายแต่หากขาดความเพียร พรสวรรค์ก็ไร้ค่า เพราะ “พรสวรรค์” ไม่ใช่พรอัตโนมัติ ที่เปิดสวิตซ์ก็เกิดความเป็นเลิศ จำเป็นต้องฝึกฝน บางคนถึงแม้รู้ว่าตนมี “พรสวรรค์” ในบางเรื่องแต่ถ้าไม่มีการพัฒนาขึ้นมาก็สูญเปล่า
    .
    โลกนี้อาจไม่ยุติธรรมก็จริงที่ให้บางคนมีพรสววรค์ด้านต่างๆที่เหนือกว่า แต่ก็ไม่เห็นยากเลย พรสวรรค์มีเหรอ คุณก็แค่ใช้พรแสวงให้มากกว่าเค้าสิ เชื่อเหอะคุณก็ไม่แพ้เค้าหรอก
    .
    เพราะต่อให้ไม่มี “พรสวรรค์” เลยสักนิด หากบากบั่นมานะก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน เช่น ช่างฝีมืองานศิลป์ระดับสูง ในตอนเริ่มแรกเค้าไม่รู้จักวิธีการแต่อย่างใด แต่เมื่อฝึกฝนทักษะมากขึ้นก็กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ในที่สุด
    .
    จำไว้!! ไม่มีแชมป์เปี้ยนคนไหนไม่มีการฝึกฝน เกิดมาแล้วเก่งเลย ไม่มีใครเป็นนักวิชาการชั้นยอดได้ หากไม่เคยศึกษาเรียนรู้มาก่อน ไม่มีใครเล่นดนตรีได้สุดเทพมาแต่เกิด ทั้งหมดต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงทั้งสิ้น ผมถึงบอกไงว่า พรสวรรค์เพิ่มความได้เปรียบได้ก็จริง แต่ใช่ว่าจะมากมาย สุดท้ายถ้าไม่ฝึกก็ใช่ว่าจะเก่งได้ แต่ที่สำคัญ ขอให้รู้ว่า แม้คุณจะไม่มีพรสววรค์ แต่ทุกคนมีพรแสวงอยู่ในตัว อยู่ที่ว่าได้ใช้มันอย่างทุ่มเทซ้ำๆ ฝึกฝนจนหนักหน่วงย้ำๆเท่าพวกที่คุณบอกว่าสำเร็จได้เพราะพรสวรรค์แล้วหรือยัง 
    .
    ฉะนั้นเลิกอ้างเหอะคนนั้นเค้าเก่งเพราะเค้ามีพรสวรรค์ใครจะไปสู้ได้ คนที่พูดแบบนี้ถามจริงเหอะ ได้เห็นเบื้องหลังของคนที่คุณบอกว่ามีพรสวรรค์แล้วหรือยังว่าเค้าทุ่มเทในการฝึกฝนมากมายแค่ไหน คุณรู้หรือไม่ว่าเส้นทางเค้าหนักหน่วงแค่ไหนกว่าเค้าจะมาถึงจุดนี้ได้ ฉะนั้นหากคุณไม่เคยทุ่มเทแรงกายแรงใจได้เท่าเค้าก็จงหุบปากไปซะไม่ต้องอ้าง!! แล้วจงเปลี่ยนข้ออ้างมาเป็นลงมือทำอย่างจริงจังให้เท่ากับเค้าที่คุณบอกว่าโคตรเก่งเพราะมีพรสววรค์ซะ เชื่อเหอะหากคุณฝึกฝนพัฒนาได้เท่ากับเค้าหรือมากกว่าเค้า คุณไม่ได้ด้อยไปกว่าเค้าเท่าไหร่อย่างแน่นอน!!
    .
    .
    และนี่คือคีย์แห่งความสำเร็จของมนุษย์ ที่ทำให้คุณได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำร็จได้ทุกคนอย่างเท่าเทียม สำคัญอยู่ที่ว่า ได้สนใจและใส่ใจ พร้อมกับเพียรพยายามไขว่คว้า ค้นหาโอกาสมากแค่ไหนก็เท่านั้นเอง และนี่ละคือศักยภาพมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน
    .
    .
    คุณได้อะไรจากเรื่องนี้เม้นท์แชร์กันหน่อย และอย่าลืมช่วยแชร์ต่อให้เพื่อนๆด้วยนะครับ
    .
    เพื่อไม่ให้พลาดสิ่งดีๆอย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ
    .
    .
    เนื้อหาโดย AcTioN
    .
    www.bizbuddy2.com

  • ทุกธุรกิจสำเร็จได้ด้วยศาสตร์แห่งพระราชา (ตอนที่3)




    ทุกธุรกิจสำเร็จได้ด้วย"#ศาสตร์แห่งพระราชา" (ตอนที่3)
    .
    THE KING'S PHILOSOPHY (For Business Model Mix)
    .
    จากบทความตอนที่แล้วผมได้อธิบายภาพรวมของทั้ง 3กรอบแห่งศาสตร์พระราชาไปเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็มาลงรายละเอียดในโมเดลกัน 
    .
    เริ่มที่กรอบแรก การประมาณตน (Research) ซึ่งผมขอเริ่มด้วยทฤษฎีคำสอนของพระพุทธเจ้า
    .
    อย่างที่ผมเกริ่นไปในบทความก่อนว่า คุณต้องรู้คน รู้ตน และรู้งาน นั่นคือการหากลุ่มลูกค้าของคุณแล้วมาออกแบบพัฒนาตนให้ตรงใจลูกค้า ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์ที่อยู่ใน "กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ" 
    .
    ซึ่งพระพุทธเจ้าพระองค์ทรงสอนหลักการนี้ มาก่อนนักวิชาการทางการตลาดถึง 2500 ปี ซึ่งจากหลักกลยุทธ์จักรธรรม4 รวมถึงหลักคำสอนอื่นๆของพระองค์ หากนำมาประยุกต์ใช้โดยเพียงแค่บิดการนำเสนอนิดเดียว ก็เข้ากับหลักการตลาดในยุคปัจจุบันทุกประการ ทำให้พูดได้เต็มปากว่า พระพุทธเจ้า คือ "ศาสตราจารย์ผู้คิดค้นสูตรด้านการตลาดคนแรกของโลก" ก็ว่าได้
    .
    #กลยุทธ์จักรธรรม4ประการ (#STPP) หรือธรรมที่นำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองซึ่งมีอยู่ 4ประการ ได้แก่
    .
    (๑.) ปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) S
    (๒.) สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) T
    (๓.) อัตตสัมมาปณิธิ (Positioning) P
    (๔.) ปุพเพกตปุญญตา (Point) P
    .
    โดยเริ่มจาก S ได้แก่
    .
    (๑.) #ปฏิรูปเทสวาสะ (#Segmentation)
    .
    คำแปลทางธรรม คือการค้นหาท้องถิ่นและกิจกรรม ที่เหมาะสม หรือ ภาษาการตลาดเรียกว่า การแบ่ง Segmentation เพื่อประมวลค้นหาส่วนแบ่งที่เหมาะสมเพื่อกระโดดลงแข่งขัน 
    .
    ซึ่ง 4 สาเหตุที่ต้องแบ่งSegmentation คือ
    .
    1 เพราะธุรกิจไม่สามารถดึงดูดผู้ซื้อทุกคนในตลาด
    . 
    2 เพราะธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อทุกคนด้วยวิธีการแบบเดียวกัน
    .
    3 เพราะผู้ซื้อมีจำนวนมาก อยู่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ และมีความต้องการที่แตกต่างกัน
    .
    4 เพราะธุรกิจควรมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อในตลาดที่มีศักยภาพและธุรกิจสามารถทำกำไรได้ดี
    .
    เพราะฉะนั้น กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ (STPP) จึงมีความสำคัญมาก ที่ทุกๆธุรกิจต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ในส่วนนี้ โดยจุดเริ่มอยู่ที่ Segmentation
    .
    เพราะถ้าคุณเลือกSegmentation กลุ่มผิด จะส่งผลกระทบไปสู่ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) การกำหนดจุดยืน (Positioning) และการสร้างจุดสำเร็จ (Point)
    .
    ซึ่งก่อนเลือกต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทั้ง5 คือ
    .
    Substantial -ขนาดตลาดใหญ่พอ
    Growth - มีอัตราการเจริญเติบโต
    Accessible - เข้าถึงได้ง่าย
    Differentiation -แบ่งแล้วมีความแตกต่าง
    Competitor - สามารถแข่งขันได้
    .
    ซึ่งการแบ่ง Segmentation จะต้องมีขั้นตอนเป็น 8 ขั้น เรียกว่า
    .
    8 Major Steps in Segmentation Process
    .
    Step 1 : วิเคราะห์ แบ่งกลุ่มลูกค้า B-2-C / B-2-B 
    .
    Step 2 : ในกลุ่ม B-2-C เลือกเกณฑ์ที่จะแบ่งจาก 4 แบบ 
    .
    Step 3 : แบ่ง Macro Competitor Segmentation(B-2-C)
    .
    Step 4 : เจาะลึกหา Customer Insight(B-2-C)
    .
    Step 5 : แบ่ง Micro Competitor Segmentation(B-2-C)
    .
    Step 6 : หาช่องทาง B-2-B เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาส 
    .
    Step 7 : หา B-2-B Competitor Segmentation(B-2-C)
    .
    Step 8 : ถ่ายทอดสรุปการแบ่งเกณฑ์ไปยังTargeting
    .
    ซึ่งจุดเริ่มคือ 
    .
    #STEP1 : วิเคราะห์ แบ่งกลุ่มลูกค้า B-2-C / B-2-B 
    .
    B-2-C (Consumer Markets) 
    คือการทำธุรกิจกับ End-user ซึ่งได้แก่ Consumer / Customer หรือ ลูกค้า ผู้ซื้อ / ผู้ใช้ / ผู้บริโภค 
    .
    B-2-B (Business Markets) 
    คือการทำธุรกิจกับธุรกิจ ซึ่งได้แก่ Business / Industry / Institution / Industrial / Government Markets หรือ ธุรกิจ อุตสาหกรรม ผู้ค้า สถาบัน ภาครัฐ ผู้ค้าปลีก ผู้ค้าส่ง นําไปขายต่อ ผลิตต่อ
    .
    จะเห็นได้ว่าหลายคนมักมองข้าม ธุรกิจ B2B ทั้งที่ B2B หากซื้อแต่ละครั้งจะเป็นล็อตใหญ่ๆ และมีการซื้อขายกันต่อเนื่องระยะยาว ฉะนั้นผมอยากให้คุณลองมองย้อนดูสินค้าคุณและวิเคราะห์ดูว่าสามารถขายB2B ด้วยได้หรือไม่ เพราะถ้ามีลู่ทางก็จะเป็นโอกาสช่องทางที่เพิ่มขึ้นสำหรับคุณอย่างทวีคูณ
    .
    ลักษณะของ B-2-B จะแตกต่างจาก B-2-C คือ
    .
    • B-2-B ผู้ซื้อรายใหญ่และแต่จำนวนน้อย
    • B-2-B ซื้อปริมาณมาก ในราคาที่ต้องประกวด
    • B-2-B ความสัมพันธ์กับลูกค้าแบบ Supplier
    • B-2-B ระบบการจัดซื้อแบบมืออาชีพ
    • B-2-B มีอิทธิพลการตัดสินใจซื้อมากมายหลายคน
    • B-2-B ความต้องการที่ผันผวน หลายปัจจัย
    .
    ซึ่งผมจะยกตัวอย่างคือ สมมุติผมคิดจะทำธุรกิจจักรยานสำหรับครอบครัว ซึ่งจากการวิเคราะห์เบื้องต้น สามารถขายได้ทั้ง B2C ขายให้ลูกค้าโดยตรง และสามารถขายให้ B2B ธุรกิจได้อีกด้วย ซึ่ง B2B จะวิเคราะห์เจาะลึกใน Step6 
    .
    ฉะนั้นนี่คือการวิเคราะห์ Step 1 ต่อไปก็เข้าสู่ Step 2 ด้วยการแบ่ง Segmentation ในรูปแบบ B2C
    .
    #STEP2 : ในกลุ่ม B-2-C เลือกเกณฑ์ที่จะแบ่ง4แบบ
    .
    Segmentation B2C สามารถแบ่งออกได้4กลุ่มหลักคือ
    .
    1.) Demographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ รายได้ อาชีพ สถานะ (โสด-แต่งงาน) ครอบครัว (มีลูก กี่คน-ไม่มีลูก) เป็นต้น
    2.) Psychographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักจิตวิทยา เช่น ความชื่นชอบ ค่านิยม แนวทางการดำรงชีวิต (Lifestyles) บุคลิกภาพ ชนชั้นทางสังคม (Social Class) เป็นต้น
    3.) Geographic Segmentation หรือ การแบ่งส่วนตลาดด้วยหลักภูมิศาสตร์ เช่น ที่ตั้ง (ประเทศ, จังหวัด, เขต) ขนาดของพื้นที่ (เมืองใหญ่-เล็ก) ลักษณะทีอยู่อาศัย (เมือง-ชนบท) เป็นต้น
    4.) Behavioral Segmentation หรือ การแบ่งส่วนการตลาดด้วยหลักพฤติกรรมศาสตร์ เช่น อัตรการใช้ (ใช้มาก -ปานกลาง-น้อย) สถานะของผู้ใช้ (ไม่เคยใช้-ใช้ครั้งแรก-ใช้บ่อย) ผลประโยชน์ที่มองหา (เน้นประหยัด-เน้นคุณภาพ-เน้นความพึงพอใจ)โอกาสในการใช้/ซื้อ (ปกติ - พิเศษ) ช่วงเวลาที่ซื้อ ขนาดในการซื้อ เป็นต้น
    .
    และนี่คือ 4กลุ่มหลักที่ต้องแบ่งรอไว้ ซึ่งการเลือกแบบเจาะลึกจะเป็นขั้น Targeting 
    .
    #STEP3 : แบ่ง Macro Competitor Segmentation (B-2-C)
    .
    คุณต้องสร้าง Macro Competitor Segmentation หรือ การแบ่งกลุ่มตามคู่แข่งขันภาพรวมแบบกว้างทั้งหมดขึ้นมาก่อน จากตัวอย่างธุรกิจจักรยาน หากคุณคิดจะขายจักรยานครอบครัว คุณต้องแบ่งเลยว่าตลาดจักรยานครอบครัวทั้งหมด มีกี่เจ้า ใครครองเจ้าตลาด ใครเป็นตัวรอง อันดับ1-2-3 และ อื่นๆ ซึ่งแน่นอนถ้าคุณออกแบบจักรยานให้เหมือนเจ้าใหญ่อย่าง LA หรือ Turbo bicycle นั้นคือคุณต้องลงแข่งขันในทะเลเลือด (Red Ocean) คุณจะไม่มีทางชนะและแข่งขันได้เลย หรือถ้ายังดันทุรัง คุณจะต้องสู้ด้วยงบการตลาดจำนวนมหาศาลจึงจะเเข่งขันได้
    .
    ฉะนั้น เมื่อคุณประมาณตนแล้วว่าศักยภาพไม่เพียงพอ คุณต้องหนีกลุ่มนี้ไปซะ และต้องสร้างความต่างที่โดดเด่นเท่านั้น โดยหาตลาดเฉพาะขึ้นมา (Niche Market) โดยการกำหนดNiche Market คุณต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้าให้ได้ ว่าความต้องการที่แท้จริงลูกค้าต้องการอะไร
    .
    ซึ่งก่อนอื่นที่คุณจะแบ่งกลุ่มระดับ Micro Segmentation นั้นคือต้องซอยย่อยไปถึง Customer Insight หรือความต้องการเชิงลึกที่แท้จริงของผู้บริโภคให้ได้ก่อน 
    .
    #STEP4 : เจาะลึกหา Customer Insight (B-2-C)
    .
    สิ่งนี้เรียกว่า กลยุทธ์การเข้าถึง Customer Insight ซึ่งต้องใช้หลัก 3S ได้แก่ See – Search – Synthesis
    .
    - See คือ การสังเกตลูกค้า เพื่อหาพฤติกรรม เช่นเฝ้าสังเกตุ และคอยติดตามพฤติกรรมการเลือกซื้อ ความต้องการ หรือแม้แต่ลองเป็นลูกค้าเสียเอง เป็นต้น
    .
    - Search คือ การค้นหาเทรนด์ความต้องการของโลก หรืออ่านความคิดเห็นในออนไลน์ เช่นสื่อโซเชียล Facebook IG Twitter หรือ แม้แต่ในพันทิพ หรือตามกระทู้ต่างๆ นอกจากนั้นหมายถึงการสัมภาษณ์ การทำแบบสอบถาม เพื่อทำวิจัยหาความต้องการ
    .
    - Synthesis คือ การสังเคราะห์ ด้วยการรวบรวมข้อมูลต่างๆทั้งหมด ทั้งจาก See และ Search มาประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เห็นภาพตัวตนของลูกค้าได้อย่างชัดเจนที่สุด
    .
    และเมื่อคุณสามารถหา Insight จนเจอแล้วว่าจะออกผลิตภัณฑ์อะไรที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้มาซอย Insight นั้น ใน Segment โดยให้ตั้ง Micro Competitor Segmentation หรือ การแบ่งกลุ่มตามคู่แข่งขันกลุ่มเฉพาะ 
    .
    เช่น จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานครอบครัว ตอนนี้คุณได้เข้าใจ ใน Insight ของกลุ่มลูกค้า Niche Market ของคุณแล้วว่าเค้าต้องการอะไร เช่น จากตัวอย่างการSynthesis ซึ่งปรากฏพบว่าคุณแม่ลูกอ่อน ที่อยากออกกำลังกายลดหุ่นหลังคลอด อยากมีจักรยานที่สามารถเชื่อมรถเข็นพาลูกน้อยปั่นเล่นตามสวนสาธารณะ นอกจากตัวเองได้ออกกำลังกายแล้วยังช่วยให้ลูกมีสุขภาพจิตที่ดี และยังดูแลลูกแม้ตอนออกกำลังกายได้อีกด้วย ซึ่งต้องการให้พับเก็บใส่รถเก๋งเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวก และนี่คือสิ่งที่คุณได้จากการหาInsight ของกลุ่มลูกค้า
    .
    แต่นอกจากการหา Insight เจอในส่วนคุณพ่อและคุณแม่ลูกอ่อน ยังพบ Insight ความต้องการของผู้เลี้ยงสัตว์ แถมพ่วงมาอีกด้วย คือกลุ่มที่อยากพาสุนัข และแมวออกไปเดินเล่น แต่ติดตรงสวนสาธารณะไม่อนุญาตินำสัตว์ลากจูง จึงจำเป็นต้องใช้รถเข็น และแมวไม่สามารถลากจูงได้ต้องใส่ตระกร้าหรือรถเข็นเท่านั้นเช่นกัน ทำให้การหาInsight ครั้งนี้ยิงนัดเดียวได้นกถึง2ตัว นั้นคือจักรยานและรถเข็นที่สามารถใช้ได้ทั้งเด็กอ่อนและสัตว์เลี้ยงนั่นเอง นี่จึงเป็นคุณประโยชน์อันมหาศาลของการหา Customer Insight ที่จะสามารถเจาะลึกถึงความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงได้เลย
    .
    และเมื่อได้Customer Insight แล้ว โจทย์ที่คุณต้องทำคือ ทำCustomer Insight ให้ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการ นั่นคือ ออกแบบจักรยานที่มีรถเข็นเด็กทารกหรือสัตว์เลี้ยง เชื่อมต่อได้ทางด้านหน้า และนี่ละคือผลิตภัณฑ์ของคุณ
    .
    จากนั้นเมื่อได้Customer Insight แล้วก็เข้าสู่ Step 5 
    .
    #STEP5 : แบ่ง Micro Competitor Segmentation (B-2-C)
    .
    จากตัวอย่างธุรกิจจักรยาน เริ่มคือให้คุณลองดูว่าตลาดจักรยานกับเด็กทารกและสัตว์เลี้ยงมีแบรนด์คู่แข่งหรือไม่ มีส่วนแบ่งเท่าไหร่ มีโอกาสการเจริญเติบโตมากน้อยแค่ไหน โดยเริ่มหาจากโอกาสโดยใช้การคำนวนของสมการแห่งผลตอบแทน 
    .
    Money(เงิน) = People(คน) x Value(คุณค่า)
    .
    เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์ดูว่าจะมีโอกาส (Opportunity) มากน้อยแค่ไหน กับเป้าหมายคือMoney(เงิน) ที่คุณได้ตั้งเป้าเอาไว้ โดยมีกลุ่มคนที่ต้องการPeople มากพอไหม และจะตั้งValue ให้เหมาะกับลูกค้ากลุ่มไหน 
    .
    ซึ่งบทสรุปของ B2C ต้องมาวิเคราะห์กันอีกครั้งว่าสามารถผ่านหลักเกณฑ์ทั้ง5หรือไม่
    .
    จากตัวอย่าง การวิเคราะห์จักรยานรถเข็นเด็กทารกและสัตว์เลี้ยง
    .
    1 Substantial -ขนาดตลาดใหญ่พอ ?
    .
    จากการวิเคราะห์ในตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง พบว่า ตลาดใหญ่มากเพราะจากการสำรวจพบว่าในไทยเด็กเกิดขึ้นปีละถึง8แสนคน ทำให้โอกาสในการขายมีมากพอ เช่นเดียวกับกลุ่มสัตว์เลี้ยงปี 60 มีมูลค่าการซื้อขายอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงสูงมากถึง 1.4 หมื่นล้านบาท และจากสถิติการสำรวจพบว่า มีผู้เลี้ยงสุนัขถึง6ล้านตัว ขณะที่มีผู้เลี้ยงแมวอีก3ล้านตัว จึงมั่นใจได้ว่าตลาดใหญ่มากพอ (ถ้าคุณวิเคราะห์ธุรกิจคุณแล้วพบว่า ความต้องการของตลาดยังไม่มากพอที่จะตอบโจทย์เป้าหมายคุณได้ อย่าดันทุรังให้หาลู่ทางใหม่)
    .
    2 Growth - มีอัตราการเจริญเติบโต ?
    .
    จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง โอกาสเจริญเติบโตมีอย่างต่อเนื่อง เพราะเด็กเกิดใหม่2000กว่าคนในทุกๆวัน โอกาสการขายจึงมีในทุกๆวัน และสำหรับตลาดสัตว์เลี้ยง ในทุกๆวันมีผู้เลี้ยงหน้าใหม่เกิดขึ้นทุกๆวัน ทำให้เห็นได้ว่าธุรกิจไม่มีตันเพราะ เกิดลูกค้าหน้าใหม่ขึ้นในทุกๆวัน ซึ่งนั่นหมายถึงมีโอกาสขายเพิ่มขึ้นตลอดเวลา (ทุกธุรกิจต้องคำนึงเสมอว่า มีอัตราความเจริญเติบโตของลูกค้าอย่างต่อเนื่องหรือไม่ หากเป็นธุรกิจที่วิเคราะห์แล้วว่ามีลูกค้าจำกัดตายตัวไม่ขยับขยาย จะเป็นธุรกิจที่อายุสั้นมาก ฉะนั้นจุดนี้ต้องคำนึงและพึงระวังไว้เสมอ)
    .
    3 Accessible - การตลาดเข้าถึงได้ง่าย ?
    .
    จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง มั่นใจสามารถครองเบอร์1ในวงการจนเป็นยักษ์ใหญ่ได้แน่นอน กวาดเรียบทั้ง ตลาดออนไลน์และออฟไลน์ในกลุ่มแม่และเด็ก และสัตว์เลี้ยงได้แน่ เพราะยังไร้ซึ่งคู่แข่ง 
    .
    Online Strategy & Channel
    .
    ซึ่งออนไลน์ สามารถทำได้ทั้ง2ทางได้แก่
    .
    - การตลาดเชิงรุก(Push Marketing) 
    นั่นคือ โฆษณาผ่านสื่อโซเชี่ยล เช่น Facebook Ads Instagram Ads 
    .
    - การตลาดเชิงรับ(Pull Marketing) 
    นั่นคือ SEO และ Google Adwords 
    .
    ซึ่งการทำSEO ดันเว็บให้ติดหน้า1 Google ติดแน่นอน เพราะแทบไม่มีคู่แข่งในหน้าค้นหา และจากการเช็ค Google Keyword Tool พบว่ามีการ ค้นหา จักรยานเด็กทารก หรือจักรยานสัตว์เลี้ยงถึง 2000 ครั้งต่อเดือน 
    .
    นั่นหมายถึงความต้องการของคนมี แต่ไม่มีใครสนองความต้องการนี้ให้ผู้ที่ต้องการได้เลย โดยพบว่ามีการตั้งกระทู้ในพันทิปและบล็อกต่างๆเพื่อถามหาจักรยานรถเข็นเด็กเพื่อหาซื้อในเมืองไทย แต่กลับมีขายเฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น และในต่างประเทศจากการทำวิจัยพบว่ามียอดขายมหาศาลและกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 
    .
    จากการทำการวิจัยโอกาสการทำตลาด ทำให้เห็นโอกาสในการขายที่มีโอกาสสำเร็จได้สูง ซึ่งหากทำการตลาดจากGoogleด้วยการตลาดเชิงรับ SEO ติดหน้า1แน่นอนโดยไม่ต้องลงทุนงบค่า Google Adwords สักบาทเดียว นี่จึงเป็นอีกช่องทางที่สดใส เพราะมีคนเซิร์ท2000ครั้ง ต่อเดือน ทำให้เห็นได้ว่านี่คือช่องทางทำเงิน!!
    .
    และกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกอย่าง Facebook Ads และ IG ที่สามารถเลือกเซ็ทตั้งค่าโฆษณาได้เลยว่าให้คุณแม่ลูกอ่อน หรือผู้มีสัตว์เลี้ยงสุนัขแมว เห็นได้เท่านั้น ซึ่งหากมีการทำคอนเท้นท์ดีๆกระตุ้นความอยากได้อยากมี โอกาสซื้อมีแน่นอน สรุปจากการทำ Online Research จึงมีโอกาสในการขายสูงมาก
    .
    Offline Strategy & Channel
    .
    ในส่วนของการตลาดออฟไลน์ สามารถฝากขายหรือเครดิตในห้าง
    Modern Trade เช่น The Mall และห้างหรูในเครือThe Mall เช่น Emporium ,Siam Paragon ,The EmQuartier ,Bluport นอกจากนั้นยังมี Central ,และ Robinson ซึ่งกลุ่มห้างเหล่านี้มีจะเลือกเฉพาะ สาขากำลังซื้อที่มากพอและตรงPositioningของแบรนด์ ซึ่งจากการวิเคราะห์ส่วนแบ่ง GPประมาณ 40%-60% ไม่มีปัญหา ซึ่งหากรวมค่าอื่นๆด้วย เช่น Vat อีก 7% ค่าเปิดหน้าบัญชี ค่าแอดสินค้าเข้าระบบ ค่าบริหารสินค้าคงคลัง(DC Fee) ยังมีกำไรเหลือมากพอที่ทำให้ธุรกิจเติบโตและทำกำไรได้ ที่สำคัญคือยังไร้ซึ่งคู่แข่งสามารถเล่นราคาได้สบาย
    .
    ซึ่งนอกจากขายในห้างแล้ว ยังสามารถขายส่งและฝากขายตามร้านจักรยาน ร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง ร้านแม่และเด็กแล้ว ยังสามารถสร้างกิจกรรมส่งเสริมการขาย ในการออกบูธEvent งานแสดงสินค้า ไม่ว่าจะเป็นไบเทค เมืองทอง หรือกิจกรรมตามห้าง ได้ถึง 3 กลุ่มเป้าหมายใหญ่ ทั้งกลุ่มจักรยาน กลุ่มสัตว์เลี้ยง และกลุ่มแม่และเด็ก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีจัดขึ้นทุกปีและหลายสถานที่ เป็นโอกาสในการสร้างแบรนด์และโอกาสในการขายที่ชัดเจนมาก 
    .
    และนี่ละคือตัวอย่าง โดยยกเอาจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยงมาเป็นโมเดล 
    ซึ่งคุณต้องวิเคราะห์ก่อนว่าสามารถทำการตลาดได้ง่ายพอหรือไม่ ซึ่งก่อนการทำธุรกิจสิ่งนี้สำคัญมาก เพราะจะได้ไม่ต้องทุ่มทุนงบการตลาดจำนวนมหาศาลที่เหนื่อยหนักเกินไป
    .
    4 Differentiation -แบ่งแล้วมีความแตกต่าง ?
    .
    จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง มีความแตกต่างเฉพาะจากกลุ่มจักรยานครอบครัวที่แข่งขันกันอย่างเลือดเดือด อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการเน้นลูกค้ากลุ่มเฉพาะ(Niche Market) ที่แทบไม่มีใครสนใจทำกลุ่มนี้มาก่อนในประเทศไทย และความต่างนี้ ถูกการันตีความสำเร็จด้วยการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้วในต่างประเทศ มียอดสั่งซื้อจำนวนมหาศาลและบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว (ฉะนั้นคุณต้องดูด้วยว่าความต่างนั้นนำพาสู่ความสำเร็จได้หรือไม่ เพราะต้องแตกต่างอย่างตอบโจทย์เท่านั้นจึงสำเร็จได้)
    .
    5 Competitor - สามารถแข่งขันได้ ?
    .
    จากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง เนื่องจากเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ คู่แข่งยังน้อยมาก เรียกว่าBlue Ocean และศักยภาพของคู่แข่งทางการตลาดยังไม่น่ากลัว โดยเฉพาะตลาดสัตว์เลี้ยงยังไม่มีคู่แข่งแม้แต่เจ้าเดียว ซึ่งสามารถขายได้ทั้ง Consumer Markets (B-2-C) และ Business Markets (B-2-B) ทำให้สามารถเรียกได้ว่าไร้ซึ่งคู่แข่งก็ว่าได้ (หากวิเคราะห์ธุรกิจของคุณแล้ว พบว่าเป็นตลาดเลือดเดือดRed Ocean ให้มาวิเคราะห์ตัวเองดูว่าไหวพอที่จะแข่งขันไหม ถ้าไม่ไหวให้หาน่านน้ำใหม่ ที่เป็นBlue Ocean แทน)
    .
    .
    สรุปจากตัวอย่างที่ผมแจกแจงให้เห็น การทำ Research มีโอกาสในการขายสูงมาก และเมื่อเห็นภาพรวมของโอกาสทั้งหมดแล้ว ก็โดดลงสู้ได้เลย เพราะจะเห็นได้ว่าจากการวิเคราะห์มาทั้งหมด ล้วนผ่านเกณฑ์ทั้ง5 เป็นที่เรียบร้อย
    .
    และนี่คือตัวอย่างวิธีการทำ Research ที่คุณจะเห็นได้ว่ายิ่งเจาะลึกเท่าไหร่นั้นหมายถึงการทำให้คุณได้เห็นถึงโอกาสในการลงทุนมากขึ้นเท่านั้น ว่าคุณควรจะลุยหรือถอย ซึ่งข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจที่จะสามารถสำเร็จได้
    .
    และนี่คือหลักการของการแบ่งปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) และเมื่อได้ทำการแบ่งกลุ่ม จนเห็นถึงโอกาสใน B2C อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ให้ไปสู่ขั้นตอนการหาSegmentation B2B ต่อไป นั่นคือ
    .
    #STEP6 : หาช่องทาง B-2-B เพื่อวิเคราะห์ถึงโอกาส 
    .
    จากการวิเคราะห์ถึงโอกาสจากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยงปรากฏว่าสามารถ ขายช่องทาง B2B ได้อีกถึง8ช่องทาง คือ
    .
    1. ค้าส่งร้านจักรยาน ทั่วประเทศ
    2. ค้าส่งร้านเกี่ยวกับคุณแม่และเด็ก
    3. ค้าส่งร้านอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
    4. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์จักรยาน
    5. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์แม่และเด็ก
    6. ค้าส่งตัวแทน ออนไลน์สัตว์เลี้ยง
    7. ค้าปลีกเป็นLotโรงแรม ที่มีสวนสันทนาการทั่วประเทศ
    8. ค้าปลีกเป็นLotสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศที่มีกิจกรรมสันทนาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างรายได้จากการปล่อยเช่านักท่องเที่ยว
    .
    และนี่คือตัวอย่างที่ผมยกมาให้เห็นโอกาสช่องทางของ B2B จะเห็นว่า เพียงคุณมองธุรกิจคุณแบบรอบด้าน 360องศา คุณจะเจอลู่ทางอย่างมากมาย ฉะนั้นอย่ายึดติดแค่ ออนไลน์ หรือ ออฟไลน์ เรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจจึงสำคัญ และการที่จะเปิดลู่ทางได้มาจากการค้นหา Insight ซึ่งจำเป็นมากๆ 
    .
    ผมขอยกตัวอย่างการหา Business Insight ให้ดู อย่างที่ผมบอกไปแล้วการหาInsight จะมีด้วยกัน3S คือ See – Search – Synthesis ซึ่งผมจะแนะนำเทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้นคือ See นั่นคือการไปดูหรือสังเกตลูกค้าโดยตรง
    หรือจำลองตนเองให้เป็นลูกค้า(การมโนอย่างมีเหตุและผล) จากนั้นก็ใช้ Search ด้วยการโทรไปสอบถามความต้องการ แล้วค่อยมา Synthesis คือการสังเคราะห์ ด้วยการนำข้อมูลต่างๆมาผนวกรวมกัน
    .
    ผมจะยกตัวอย่างให้เข้าใจขึ้นดังนี้ จากการสำรวจ(See) พบว่าสวนสาธารณะที่เปิดให้เช่าจักรยาน ส่วนใหญ่ไม่อนุญาติให้นำสัตว์เลี้ยงเข้า ซึ่งการจะนำสัตว์เข้าได้ต้องใช้รถเข็นเท่านั้นห้ามลากจูง และแม่ลูกอ่อนก็ได้แค่เดินเข็นรถแบบน่าเบื่อ ไม่สามารถทำกิจกรรมกับลูกได้ 
    .
    ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลนี้แล้ว ต่อมาให้จำลองตนให้เป็นผู้บริหารสวนสาธารณะ ซึ่งนั่นหมายถึงจะเห็นว่านี่คือโอกาสของธุรกิจสวนสาธารณะ คือการเพิ่มรายได้และการเรียกลูกค้ากลุ่มสัตว์เลี้ยงและแม่ลูกอ่อนเพิ่ม ด้วยการมีจักรยานรถเข็นสัตว์เลี้ยงและเด็กมาปล่อยให้เช่าเพิ่มเติม
    .
    เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมที่มีกิจกรรมสันทนาการ การสร้างจุดเด่นจุดขายให้คนมีแม่ลูกอ่อนสร้างกิจกรรมครอบครัวได้ ก็เป็นอีก1โอกาสในการตลาดที่เรียกลูกค้ากลุ่มนี้ให้มาพักโรงแรมเพิ่มขึ้นได้ ฉะนั้นการมีรถจักรยานเข็นเด็กจึงเป็นโอกาสในธุรกิจที่เพิ่มขึ้นมา
    .
    เช่นเดียวกับโรงแรมในย่านที่การแข่งขันสูง จะไปแข่งขันในตลาดเลือดทำไม ก็แค่หาจุดขายที่แตกต่าง USP (Unique Selling Point) ขึ้นมา ทำเป็นโรงแรมที่มีจุดยืนให้ชัดเจนไปเลยว่าที่นี่ คือโรงแรมที่นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ โดยภายในโรงแรมจะมีกิจกรรมสำหรับสัตว์มากมาย และหนึ่งในนั้นหมายถึงกิจกรรมสันทนาการด้วยการปั่นจักรยานกับสัตว์นั่นเอง เพียงแค่นี้คุณก็ได้ใจนักท่องเที่ยวที่ไม่ต้องการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้โดยลำพังได้แล้ว อย่าลืมนะคนเลี้ยงสัตว์มีมากมายหลายล้านคน การทำให้เป็นแหล่งรองรับไปเลย ก็เท่ากับตอบโจทย์กลุ่มนี้ได้ไปเต็มๆ
    .
    ซึ่งกลยุทธ์ Insight เหล่านี้ สามารถนำมาเป็นบทสรุปในการปิดการขายที่ดีที่สุด เพราะนั่นคือ การกระตุ้นให้ลูกค้า เกิด Gain Point(จุดที่ลูกค้าได้ประโยชน์) และ Pain Point (จุดที่ให้ลูกค้าเห็นผลกระทบ ถ้าขาดสิ่งนี้) ถ้าคุณมีข้อมูลเหล่านี้ในการนำเสนอ คุณก็จะมีโอกาสปิดการขายได้สูงทันที 
    .
    ซึ่งจากที่ผมสรุปมา คุณจะเห็นได้ว่าธุรกิจ จริงๆแล้วสามารถดิ้นได้ พลิกแพลงได้สารพัด แต่จุดที่สำคัญ ที่จะทำให้คุณได้มองอย่างแตกฉานได้คือ คุณต้องเข้าถึงCustomer Insight ให้ได้ แล้วไอเดียเกี่ยวกับการทำธุรกิจ พร้อมกับกลยุทธ์สารพัดมันจะพลั่งพลูเข้ามาเอง 
    .
    #STEP7 : หา Competitor Segmentation(B-2-B)
    .
    จากการสำรวจจากตัวอย่างธุรกิจจักรยานแม่และเด็กและสัตว์เลี้ยง พบว่ายังไม่พบคู่แข่ง B2B แม้แต่รายเดียว ฉะนั้นนี่จึงเป็นโอกาสในการเป็นเจ้าตลาดแต่เพียงผู้เดียว
    .
    ที่สำคัญตลาด B2B มีขั้นตอนยุ่งยากกว่า B2C คุณต้องเข้าใจหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการนำเสนอศึกษาให้ดีซึ่งต้องเข้าใจหลักการเกณฑ์เหล่านี้
    .
    ผู้ที่เกี่ยวข้อง/ตัดสินใจ/ทําหน้าที่ซื้อ ของลูกค้ากลุ่มสถาบัน Buying Center
    ผู้เริ่มต้น, เปิดประเด็น, จุดประกาย Initiators ผู้ใช้สินค้า Users ผู้มีอิทธิพลโน้มน้าวผู้ซื้อได้ Influencers ผู้ตัดสินใจ Deciders ผู้อนุมัติ Approvers ผู้ทําหน้าที่ในกระบวนการซื้อ/จัดซื้อ Buyers หน้าห้อง, เลขา, ผู้กีดกัน Gatekeeper เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดผมขอลงเป็นบทความในบทถัดๆไป
    .
    #Step8 : ถ่ายทอดสรุปการแบ่งเกณฑ์ไปยังTargeting
    .
    และเมื่อได้บทสรุปของปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) ครบทุกขั้นตอนแล้ว ต่อมาให้นำบทสรุปนี้ไปยัง สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) เพื่อเลือกลูกค้าเป้าหมายที่คุณคิดว่าใช่ที่สุดสำหรับธุรกิจของคณกันได้เลย
    .
    .
    (๒.) #สัปปุริสูปัสสยะ (#Targeting)
    .
    คำแปลทางธรรม คือการเลือกผูกมิตรกับคนดี ซึ่งจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดี หรือภาษาการตลาดเรียกว่าการ Targeting คือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการที่คาดว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อผูกมิตร ซึ่งสินค้า1ชิ้นสามารถตอบสนองได้กลุ่มหลักที่โฟกัสเฉพาะหรือหลายกลุ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับ Product Strategy ของคุณ ซึ่งผมจะยกตัวอย่างต่อเนื่องให้ดู เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จากจักรยานคุณแม่ลูกอ่อน และสัตว์เลี้ยง
    .
    เมื่อคุณแบ่งปฏิรูปเทสวาสะ (Segmentation) เรียบร้อยแล้ว ต่อมาให้มาเลือกสัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) หรือเลือกกลุ่มที่ต้องการตอบสนองความต้องการ โดยหลักการเลือกต้องเลือกออกมาเป็นโมเดลของคนที่ถูกสมมุติเป็นลูกค้าขึ้นจริงๆ โดยต้องเข้าใจถึง Insight ให้ได้ สำคัญการเลือก Targeting ตรงจุดนี้สามารถนำไปเป็นกลยุทธ์การเลือก กลุ่มเป้าหมายในการยิง facebook ads ได้เลยทันที
    .
    จากตัวอย่างเดิม กลุ่มของจักรยานคุณพ่อคุณแม่ลูกอ่อน และสัตว์เลี้ยง ราคาประมาณ10000-15000 ซึ่งหลักในการเลือกคือ 2 Who ดังนี้
    .
    - ใครคือลูกค้าที่ใช้สินค้าของคุณ? (Who)
    คำตอบ เด็กทารก / สุนัขพันธ์เล็ก แมว กระต่าย
    .
    - ใครมีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ? (Who)
    คำตอบ พ่อ แม่ เด็ก / เจ้าของสัตว์เลี้ยง
    .
    และเมื่อคุณได้ข้อมูลนี้แล้ว จะเห็นว่าคุณจะต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็น 2กลุ่มใหญ่ นั่นคือ กลุ่มเด็กทารก และกลุ่มสัตว์เลี้ยง จากนั้นก็สามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้เลย ขอยึดจากตัวอย่างเดิมจักรยานรถเข็น
    .
    1.) Demographic (ประชากรศาสตร์) 
    .
    กลุ่มเด็กทารก คือ เพศหญิงและชาย การศึกษาปริญาตรีขึ้นไป พึ่งแต่งงาน อายุ 23-40ปี กำลัังตั้งครรภ์ หรือมีลูกอายุไม่เกิน 2ขวบ หรือกำลังวางแผนการมีลูก รายได้ 20000บาท/เดือน ขึ้นไป 
    .
    กลุ่มสัตว์เลี้ยง คือ เพศหญิงและชาย การศึกษาปริญาตรีขึ้นไป 
    .
    2) Psychographic (จิตวิทยา) คือ ชอบช็อปปิ้ง รักการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ เดินห้าง ชอบท่องเที่ยว ติดตามเพจออกกำลังกาย และเพจเกี่ยวกับแม่และเด็ก
    .
    กลุ่มสัตว์เลี้ยง คือ ชอบช็อปปิ้ง รักการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ ชอบท่องเที่ยว ติดตามเพจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 
    .
    3.) Geographic (ภูมิศาสตร์) คือ ทั้งประเทศ เขตในเมือง (เหมือนกันทั้ง2กลุ่ม)
    .
    4.) Behavioral (พฤติกรรม) ใช้ระบบ IOS และ Android devices ใช้ไอโฟน Mac เคยท่องเที่ยวในประเทศ หรือต่างประเทศ เคยซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ มีการเช็คอินตามสวนสาธารณะ และสถานที่ออกกำลังกาย ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต (เหมือนกันทั้ง2กลุ่ม)
    .
    และนี่คือว่าที่ลูกค้าของคุณที่คุณได้ออกแบบมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมอยากจะบอกว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์มาก นอกจากจะได้เป็นฐานในการคิดกลยุทธ์ Positioning แล้ว สำคัญคือยังได้เป็นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการใช้เป็นข้อมูลในการยิง Facebook Ads ได้ตรงกลุ่ม อย่างแม่นยำราวจับวางเลยก็ว่าได้ และเมื่อคุณยิงโฆษณาแม่น นั่นหมายถึงโอกาสในการขายของคุณก็จะสูงมากตามมา 
    .
    ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า คุณได้วิเคราะห์เลือกกลุ่มเป้าหมายตั้งต้นได้แม่นยำแค่ไหน ซึ่งการเลือกยิง Ads ที่แม่นยำที่สุดคือการทดลองยิง ในหลายๆกลุ่ม แล้วมาทำ A/B Testing ว่าสุดท้ายผลตอบรับกลุ่มไหนที่มีการตอบรับที่ดีที่สุด 
    .
    โดยวัดจาก CPA (Cost Per Action) 
    คือ การโฆษณาในรูปแบบที่คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนจริงจากผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนการสมัครสมาชิกของผู้เข้าชม หรือจำนวนการซื้อสินค้าของกลุ่มเป้าหมาย CPA = ค่าโฆษณา / จำนวนลูกค้า
    สมมุติค่าโฆษณา = 10000 บาท / ขายได้50คน
    CPA สำหรับการโฆษณาเท่ากับ 10000/50 = 200 บาท นั่นคือลูกค้าซื้อ1คนต้องแลกมากับค่าโฆษณา200บาท และเมื่อได้ค่านี้มาแล้ว สมมุติสินค้าราคา 10000บาทต่อชิ้น ก็เท่ากับงบโฆษณาของคุณ 200/10000 = 0.02x100 = 2% ผลคือ คุณใช้งบการตลาด2% ของราคาสินค้า ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากๆ
    (ซึ่งปัจจัยมาจากคอนเท้นท์มีผลของการเพิ่มยอดขาย และลดต้นทุน)
    .
    และหากคุณรู้หลักการคำนวนหา CPA แล้ว คุณก็จะรู้ทันที จากการทำ A/B Testing ว่ากลุ่มลูกค้าที่ตอบสนองคุณแท้จริงคือใคร ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในกลยุทธ์สัปปุริสูปัสสยะ (Targeting) ได้อีกด้วย
    .
    และเมื่อคุณได้สัปปุริสูปัสสยะ(Targeting)เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็เข้าสู่การสร้างแบรนด์ให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
    .
    .
    (๓.) #อัตตสัมมาปณิธิ (#Positioning)
    .
    คำแปลทางธรรม คือตั้งตนไว้ชอบ หรือฉลาดในการวางตน ซึ่งภาษาการตลาดเรียกว่า การกำหนด Positioning หรือจุดยืนของแบรนด์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของTarget 
    .
    นั่นหมายถึงการวิเคราะห์ความเหมาะสมด้วยการสร้างสรรค์แบรนด์ให้ตรงใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่คุณได้เลือกโดยเฉพาะ โดยต้องมีจุดขายที่โดดเด่น หรือ USP (Unique Selling Point) และต้องสร้างกลยุทธ์ความแตกจากคู่แข่ง (Differentiating Strategy) 
    .
    เพราะหากคุณสามารถทำให้สินค้าคุณสร้างจุดยืน, จุดขาย, จุดแตกต่าง ขึ้นมาได้ในแบบฉบับของคุณเอง ก็จะส่งผลให้ลูกค้าจดจํา ประทับใจ เลือกซื้อ เลือกใช้ บอกต่อ ภาคภูมิใจ จำไว้นะครับไม่มีใครอยากติดตามหรือเลือกซื้อสินค้ากับคนที่เป็นเงาของคนอื่น ฉะนั้นคุณต้องมีจุดยืนที่แตกต่างให้ได้เท่านั้น
    .
    ซึ่งกลยุทธ์การสร้างจุดยืนที่แตกต่าง(Differentiation Strategy) แบ่งออกเป็น 5 กลยุทธ์ ได้แก่
    .
    Product Differentiation. (สร้างความแตกต่างแก่ “ผลิตภัณฑ์”)
    .
    • Form ( รูปแบบ) 
    • Features (คุณลักษณะ, คุณประโยชน์) 
    • Performance Quality (คุณภาพสูงสุด) 
    • Conformance Quality (คุณภาพตามกฎ) 
    • Durability (ความคงทน) 
    • Reliability (ความน่าเชื่อถือ) 
    • Reparability (การซ่อมบํารุง) 
    • Style / Design: The Integrating Force (รูปแบบออกแบบ-รวม)
    .
    Service Differentiation.(สร้างความแตกต่างแก่ “บริการ”) 
    .
    • Ordering Ease (ความสะดวกในการสั่งซื้อ) 
    • Delivery (จัดส่ง) 
    • Quick response system 
    • Installation (ติดตั้ง) 
    • Customer Training (ฝึกอบรม) 
    • Customer Consulting (ปรึกษา) 
    • Maintenance & Repair (ซ่อมบํารุง)
    .
    Personnel Differentiation.(สร้างความแตกต่างแก่ “พนักงานบุคลากร”)
    . 
    • Competence (สมรรถนะ) 
    • Courtesy (สุภาพ, เอื้ออาทร) 
    • Creditability (เครดิต, น่าเชื่อ) 
    • Reliability (เชื่อมั่น, ถูกต้อง) 
    • Responsiveness (พร้อมช่วยเหลือตลอดเวลา) 
    • Communication (สื่อสารเชิงบวกได้ดี)
    .
    Channel Differentiation.(สร้างความแตกต่าง“ช่องทางจําหน่าย”) 
    .
    Image Differentiation.(สร้างความแตกต่าง“ภาพลักษณ์”) 
    .
    • Identity (รูปลักษณ์) 
    • Image ( ภาพลักษณ์, ภาพพจน์) 
    • Symbol, Logo, Color, Slogan, Special Attribute 
    • Physical plant (ลักษณะกายภาพของโรงงาน) 
    • Events and Sponsorship (สนับสนุนกิจกรรม) 
    • Using Multiple Image-Building Techniques (บูรณาการ)
    .
    ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหลักเกณฑ์ในการสร้างความแตกต่าง โดยให้แบรนด์คุณมีจุดยืนเฉพาะให้ได้ ผมขอไม่ลงรายละเอียดในแต่ละจุดเพราะจะยาวมากๆ ขออธิบายเป็นภาพกว้างๆให้ก่อน
    .
    และเมื่อคุณมีจุดยืนของแบรนด์ที่แตกต่างแล้ว ก็ให้เข้าสู่ ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการหาจุดสำเร็จของธุรกิจ ที่เรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา (Point) เพื่อตอกย้ำความพร้อมให้มั่นใจว่าธุรกิจของคุณทำกำไรได้แน่นอน
    .
    .
    (๔.) #ปุพเพกตปุญญตา (#Point)
    .
    คำแปลทางธรรม พร้อมแล้วในบารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรมาแต่กาลก่อน หรือ ภาษาการตลาดเรียกว่า การสรุปความพร้อมในการสร้างธุรกิจ ที่ต้องสำเร็จให้ได้เท่านั้น โดยการหาจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจอยู่รอด และจุดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
    .
    จริงๆหลักการนี้ทฤษฏีการตลาดไม่ได้มีกำหนดไว้ แต่ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ใช้หลักการนี้ในการตอกย้ำ เพื่อเพิ่มความพร้อมและความมั่นใจให้กับการดำเนินชีวิตและธุรกิจ ซึ่งหากผ่านด่านนี้ได้ก็เตรียมลุยไปให้สุดกำลังได้เลย ผมจึงสรุปเป็นหลักทฤษฎีขึ้นมาใหม่เรียกว่า (Point) นั้นหมายถึงการตอกย้ำหาจุดสำเร็จด้วย 4S คือ
    .
    จุดแข็ง (Point of Strength) 
    จุดขาย (Point of Sale)
    จุดสำเร็จ (Point of Success)
    จุดยั่งยืน (Point of Sustainable)
    .
    เริ่มจาก การสรุปหาจุดแข็ง (Point of Strength) 
    .
    ซึ่งจุดแข็ง ผลมาจากปัจจัยภายใน เป็นข้อดีที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในองค์กรของคุณ เช่น จุดแข็งด้านการเงิน และข้อได้เปรียบด้านการผลิต และด้านทรัพยากรบุคคล โดยจุดแข็งเหล่านี้จะต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในการกำหนดกลยุทธ์การตลาดได้
    .
    เช่นจุดแข็งด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำทำให้สามารถทำกำไรได้สูง และสามารถกำหนดราคาได้ยืดหยุ่นสำหรับการแข่งขัน หรือหากเป็นด้านทรัพยากรบุคคล หมายถึงคุณมีที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญสูงคอยวางกลยุทธ์ต่างๆ หรือหากเป็นจุดแข็งด้านเงินคือ คุณมีงบการตลาดที่สามารถทุ่มในการแข่งขันและการสร้างแบรนด์ได้อย่างดี เป็นต้น
    .
    จุดขาย (Point of Sale) 
    .
    หมายถึง จุดที่ทำให้ลูกค้าซื้อคุณ จุดขายคือสิ่งที่คุณต้องมองในมุมของลูกค้า ด้วย2 คำถามที่ย้อนแย้งกันต่อไปนี้
    .
    ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าของคุณ?
    นั่นหมายถึงคุณต้องรู้ว่าจุดขายของคุณตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเรื่องอะไรได้บ้าง โดยต้องลิสต์สาเหตุที่ต้องซื้อมาให้ได้ทั้งหมด เมื่อได้แล้วก็ให้ใช้จุดขายที่สำคัญหลักๆ นำมาเป็นตัวชูโรง นำเสนอเป็นคอนเท้นท์ในการประชาสัมพันธ์ และโฆษณา
    .
    ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อสินค้าคุณ?
    นั่นคือต้องรู้ว่าสาเหตุอะไรที่ลูกค้าไม่ซื้อสินค้าของคุณ โดยต้องลิสต์สาเหตุที่ไม่ซื้อมาให้ได้ทั้งหมด และเมื่อรู้สาเหตุจะได้มาปรับแก้ไขพัฒนาเพื่อมาเปลี่ยนจุดไม่ซื้อให้เป็นจุดซื้อให้ได้
    .
    จุดสำเร็จ (Point of Success) 
    .
    คือการนำเอา จุดแข็ง(Point of Strength) บวก จุดขาย (Point of Sale) เข้ามาผนวกกันมันจะก่อเกิดเป็นจุดแห่งความสำเร็จขึ้นมา และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ให้รักษากลยุทธ์จุดสำเร็จไว้อย่างมั่นคง พร้อมกับการวางแผนพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาบุคลากร พัฒนากลยุทธ์ทักษะการขายและการตลาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาจุดสำเร็จให้คงอยู่ตลอดไป
    .
    จุดยั่งยืน (Point of Sustainable)
    .
    คือการรักษาจุดสำเร็จให้คงอยู่ตลอดไป ด้วย3 วิธีการคือ
    .
    • หากลุ่มลูกค้าใหม่ เพื่อขายสินค้าเดิม
    .
    • สร้างจุดขายใหม่ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม 
    .
    • สร้างสินค้าใหม่ ให้กับกลุ่มลูกค้าเดิมและใหม่ 
    .
    ซึ่งนอกจากนั้น สิ่งสำคัญเกิดจากรากฐานแห่งการสร้างแบรนด์เป็นหลัก จึงต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี สินค้าต้องดีจริง ช่วยผู้คนได้จริง ทำธุรกิจอย่างมีความจริงใจ สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและพร้อมเผื่อแผ่สู่สังคม ฉะนั้นธุรกิจที่ยั่งยืนได้ ต้องทำให้ลูกค้าเกิดความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) และเกิดการบอกต่อให้ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด(Word of Mouth) นี่ละจึงจะเกิดเป็นจุดที่ยั่งยืน ฉะนั้นคุณต้องหาจุดความยั่งยืนให้เจอ ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าภักดีและบอกต่อ สำคัญคือต้องคิดให้ออกก่อนการเริ่มธุรกิจ คือตั้งแต่ขั้นตอน การหาปุพเพกตปุญญตา (Point) เพราะถ้าทำได้ โอกาสที่ธุรกิจคุณจะล้มเหลวจะน้อยลงมากทันที
    .
    และถ้าคุณสามารถหาPoint ทั้งหมดจนเจอแล้ว นั่นหมายถึง คุณเตรียมพร้อมรับกับความสำเร็จที่ตระเตรียมไว้ได้เลย เพราะคุณได้ปฏิบัติปุพเพกตปุญญตา 
    ซึ่งหมายถึง คุณพร้อมแล้วในบารมีที่ได้บำเพ็ญเพียรมาแต่กาลก่อน นั่นคือพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ได้รับความสำเร็จจากบุญบารมีที่ได้สะสมตระเตรียมมา
    .
    .
    ทั้งหมดนี้เรียกว่า กลยุทธ์จักรธรรม 4 ประการ (STPP) ที่ก่อนสร้างธุรกิจทุกคนต้องเรียนรู้เรื่องนี้อย่างจริงจังเท่านั้น เพราะถ้าคุณข้ามจุดนี้ แล้วไปหาสินค้าที่คุณต้องการโดยไม่ได้คำนึงถึงกลยุทธ์นี้เลย นั่นหมายถึงความหายนะกำลังเตรียมรออยู่อย่างแน่นอน 
    .
    ฉะนั้นทุกธุรกิจต้องเริ่มที่ จักรธรรม 4 ประการ (STPP) ก่อนเท่านั้นจึงพร้อมลุยได้ แล้วความสำเร็จจะรอคุณอยู่อย่างแน่นอน
    .
    และนี่คือเนื้อหาแค่ 8% ของเนื้อหาการสร้างธุรกิจด้วยศาสตร์แห่งพระราชาTHE KING'S PHILOSOPHY (For Business Model Mix) หากอยากเรียนรู้เนื้อหาในโมเดลทั้งหมดที่เหลือ รอติดตามจากเพจนี้ที่เดียวเท่านั้น ได้ในเร็วๆนี้ 
    .
    เพื่อไม่ให้พลาดตอนต่อๆไปของศาสตร์พระราชา 
    .
    #อย่าลืม!! กดติดตามและกดเห็นโพสต์ก่อน(See First) ไว้ด้วยนะครับ
    .
    คุณได้อะไรจากศาสตร์พระราชาในแบบฉบับของผมบ้างช่วยคอมเม้นท์ให้กำลังใจ และช่วยแชร์ต่อเพื่อนๆ เพื่อผมจะได้มีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานที่ดีๆสู่สังคมต่อไป
    .
    แล้วอย่าลืมติดตามตอนต่อไปครับ
    .
    อนุญาติให้แชร์บทความนี้ได้เต็มที่ !! 
    แต่หากก็อปปี้ต้องขออนุญาติเท่านั้นครับ จะพิจารณาให้
    .
    .
    .
    เนื้อหาโดย Action Biz Buddy
    .
    www.bizbuddy2.com
  • GET A FREE QUOTE NOW

    รับปรึกษาธุรกิจฟรี เพียงแค่คลิ๊กส่งข้อความ มาทาง Line@ ผมยินดีแนะนำทางออกเบื้องต้นให้ครับ












    ADDRESS

    Biz Buddy Bangkok Thailand

    EMAIL

    bizbuddy@hotmail.com
    bizbuddy80@gmail.com

    TELEPHONE

    02-379-1110
    +66 02379 1110

    MOBILE

    086-383-9152,
    +66 086 383 9152