• อิทธิบาท4 หนทางสำเร็จของชีวิต



    ชีวิตสำเร็จได้ ต้องมีอิทธิบาท4 เป็นตัวนำทาง 
    .
    จริงๆแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าล้วน ไม่มีคำว่าตกยุค สามารถนำมาใช้ได้จริงกับชีวิตได้เสมอ อยู่ที่ว่าใครคิดจะมาประยุกต์ใช้แบบจริงๆก็แค่นั้น
    .
    อิทธิบาท4 ประกอบไปด้วย 
    ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
    .
    สิ่งเหล่านี้คือคำสอนในการดำเนินชีวิต
    ที่จะสำเร็จได้แน่นอน หากยึดมั่นตามคำสอน
    ของพระพุทธองค์
    .
    ผมจะประยุกต์ใช้กับการพัฒนาชีวิตให้ดู
    .
    1) ฉันทะ คือ การมีใจรักในสิ่งที่ทำ
    .
    จุดเริ่มไปสู่ความสำเร็จต้องมาจากความคิดและจิต หากคิดจะเปลี่ยนตัวเองสู่ความสำเร็จโดยมีความเชื่อสุดใจ ก็จะมีโอกาสสำเร็จ แต่หากไม่คิดจะทำอะไรเลย ชีวิตก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน
    .
    หากเปรียบก็เหมือนกฏแรงดึงดูดของฝรั่ง โดยวิธีสอนของเค้าคือ ต้องสร้างพลังศรัทธาต่อเป้าหมายอย่างถึงที่สุดโดยเชื่อสุดใจว่ามันต้องเกิดได้แน่นอน ถ้ามีความศรัทธาอย่างสุดใจ สิ่งนั้นมันจะดึงดูดมาเอง นี่คือหลักการของฝรั่ง
    .
    หากทางพุทธก็คือกฏของธรรมชาติ นั่นคือ การที่คุณมีความเชื่อสุดจิตสุดใจว่าเป้าหมายต้องสำเร็จได้ มันจะก่อให้เกิด เป็นกระบวนการหาวิธีไปสู่เป้าหมายโดยอัตโนมัติ และแน่นอนสุดท้ายก็จะได้รับมันจริงๆ เพราะคุณมีความมุ่งมั่นเต็มที่ ที่จะไขว่คว้ามัน ด้วยการเสาะแสวงหาสารพัดวิธีเพื่อไปถึงเป้าหมายให้ได้
    .
    กลับกัน หากคุณไม่มีฉันทะ มันก็เหมือนคนไร้แก่นสาร ไม่มีเป้าหมายชีวิต ปล่อยชีวิตล่องลอยไปวันๆ หากใช้ชีวิตแบบนี้ แล้วความสำเร็จมันจะเกิดได้อย่างไร
    .
    ฉะนั้นคุณต้องสร้างเป้าหมายขึ้นมาแล้วใส่ความรักศรัทธาและความเชื่อมั่นไปให้สุด มันจึงจะก่อเกิดเป็นวิธีการได้เองอัตโนมัติ
    เพราะ ที่ใดมีความปรารถนาอันแรงกล้า ที่นั่นย่อมมีหนทางเสมอ
    .
    .
    2) วิริยะ คือ ความมุ่งมั่นทุ่มเท
    .
    เมื่อมีฉันทะเป้าหมายที่ชัดเจนและเต็มไปด้วยพลังศรัทธา จะก่อเกิดเป็นวิริยะขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ วิริยะจะเป็นตัวมาทำให้ศรัทธาบรรลุผลที่เป็นจริง หากมีวิริยะก็จะมีการค้นหากระบวนการ และตั้งใจศึกษาวิธีการจนเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วยความมุ่งมั่นบากบั่น เพราะการที่มีฉันทะเป็นตัวยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างแรงกล้า ก็จะทำให้ไม่ท้อถอย และทำด้วยความเพียรจนสุดกำลัง และสุดท้ายก็จะค้นพบทางไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน จะเห็นได้ว่าฉันทะต้องมีพลังศรัทธาที่มากพอ วิริยะจึงจะสูงตามโดยอัตโนมัติ เพราะหากศรัทธาน้อย วิริยะก็จะมีน้อยตาม สุดท้ายเมื่อเจออุปสรรคก็จะล้มเลิกได้โดยง่าย
    .
    .
    3) จิตตะ คือ ใจที่จดจ่อและความรับผิดชอบ
    .
    คือการโฟกัสกับเป้าหมายอย่างแน่วแน่ ซึ่งการจะแน่วแน่ต่อเป้าหมายต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด และไม่ว่อกแว่กกับสิ่งเร้าต่างๆที่จะมารบกวนทำให้ไขว้เขวได้ หากมีจิตตะก็จะมีความรับผิดชอบไม่ยอมให้สิ่งเร้าจากภายนอกมาทำลายเป้าหมายได้ง่ายๆ และจะรับผิดชอบจนถึงที่สุดในเวลาที่กำหนด
    .
    .
    4) วิมังสา คือ การทบทวนในสิ่งที่ได้คิดได้ทำมา
    .
    วิมังสา คือการวิเคราะห์ วิริยะ และจิตตะ ว่ามาถูกทางหรือไม่ ต้องเสริมเรื่องอะไร แก้ไขเรื่องอะไร อะไรที่เป็นจุดของความล้มเหลว หรืออะไรเป็นจุดแห่งความสำเร็จ วิมังสาคือความยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับวิธีการ หากสืบค้นว่า วิริยะ(วิธีการผิด) ก็ต้องหาแบบแผนใหม่ๆขึ้นมาแทน
    .
    โดยวิมังสา ต้องอาศัย สติและปัญญาและความรอบรู้ในการวิเคราะห์หาสาเหตุอยู่อย่างสม่ำเสมอ
    .
    .
    และนี่คืออิทธิบาท4 คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เป้าหมายสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
  • GET A FREE QUOTE NOW

    รับปรึกษาธุรกิจฟรี เพียงแค่คลิ๊กส่งข้อความ มาทาง Line@ ผมยินดีแนะนำทางออกเบื้องต้นให้ครับ












    ADDRESS

    Biz Buddy Bangkok Thailand

    EMAIL

    bizbuddy@hotmail.com
    bizbuddy80@gmail.com

    TELEPHONE

    02-379-1110
    +66 02379 1110

    MOBILE

    086-383-9152,
    +66 086 383 9152